ขณะที่ นายอัมพร เดชอาจ อายุ 57 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ที่ถูกชนเป็นคันแรก ได้เล่าถึงเหตุการณ์นี้ว่า ระหว่างที่จอดติดไฟแดง ตนมองกระจกหลังเป็นรถ ปอ.40 ที่ตอนแรกจอดนิ่งอยู่ จู่ๆก็ไหลมาชนรถตน ก่อนที่จะไหลชนกันต่อๆกัน หลังตั้งสติได้ตนจึงลงรถไปสำรวจความเสียหาย โดยได้คุยกับคนขับรถ ปอ.40 คนขับบอกว่าเหยียบเบรกแต่เบรกค้าง แต่ตนคิดว่าคนขับน่าจะเหยียบเบรก แต่เหยียบผิดไปเหยียบคันเร่งมากกว่า
นอกจากนี้ ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวคนขับรถ ปอ.40 พร้อมพนักงานเก็บค่าโดยสาร ไปสอบปากคำที่ สน.ปทุมวัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. รถเมล์ไฟฟ้าสาย 558 วิ่งระหว่างการเคหะพระราม 2-สุวรรณภูมิ ของบริษัทดังกล่าว เคยเกิดเหตุอุบัติพุ่งชนท้ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 10 คัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 18 ราย โดยเหตุเกิดบริเวณช่องทางคู่ขนาน ถนนพระราม 2 ซอย 4 (ฝั่งขาเข้า) แขวงและเขตจอมทอง มุ่งหน้าแยกบางปะแก้ว
ต่อมา ทางบริษัทได้ออกเอกสารชี้แจง โดยยืนยันว่า จะรับผิดชอบค่าเสียหายและดูแลผู้บาดเจ็บทุกรายอย่างเต็มที่ เบื้องต้นได้ส่งทีมตรวจสอบที่เกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้า พบว่ารถบัสโดยสารพลังงานไฟฟ้า สาย S7 เบอร์ 11 ของอู่เคหะธนบุรี ระบบของรถบัสโดยสารพลังงานไฟฟ้าไม่มีความผิดปกติใดๆ ทั้งเรื่องระบบไฟฟ้าและระบบควบคุมการเบรก จึงยืนยันว่า สาเหตุของการชนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของระบบตัวรถบัสโดยสารพลังงานไฟฟ้า ซึ่งตามขั้นตอนปกติก่อนเดินรถในทุกวัน ทุกอู่จะทำการตรวจสอบความพร้อมของรถอย่างสม่ำเสมอ
ขณะเดียวกัน บริษัทได้สอบสวน พนักงานขับรถ เป็นที่เรียบร้อย พนักงานขับรถยอมรับว่า ตนเองพักผ่อนน้อยและเผลอเหม่อลอยชั่วขณะ เมื่อรถเคลื่อนตัวไปจึงเกิดอาการตกใจ เมื่อตั้งใจจะเหยียบเบรกรถกลับไปเหยียบคันเร่งแทน ทำให้ความเร็วของรถพุ่งตัวไปจนตัวรถเสียการควบคุมไปชั่วขณะ
ส่วนมาตรการของบริษัทจะดำเนินการลงโทษพนักงานขับรถตามมาตรการขั้นสูงสุด พร้อมกำชับแนวทางป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต บริษัทขออภัยกับผู้บาดเจ็บและครอบครัวทุกท่านมา ณ โอกาสนี้
อนึ่ง ปัจจุบันกลุ่มไทยสมายล์เปิดให้บริการรถโดยสารสาธารณะแล้ว กว่า 70 เส้นทาง หรือกว่า 900 คัน โดยแบ่งเป็น รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 35 เส้นทาง หรือจำนวนรถที่บริการ 612 คัน และรถโดยสารสาธารณะเอ็นจีวี 37 เส้นทาง หรือคิดเป็นจำนวนรถที่ให้บริการ 365 คัน
นอกจากนี้ กลุ่มไทยสมายล์ ยังเปิดให้บริการสำหรับการเดินทางทางน้ำ โดยให้บริการเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า ตามลำน้ำเจ้าพระยา จำนวน 3 เส้นทาง หรือ 23 ลำ และในอนาคตอันใกล้จะมีเรืออีก 17 ลำ มาให้บริการเพิ่มเติม อันจะส่งเสริมการเชื่อมต่อการเดินทางทั้งทางบก และทางน้ำของผู้โดยสารอย่างไร้รอยต่อ ประหยัดเวลาในการเดินทาง และยังลดภาระค่าครองชีพอีกด้วย
สำหรับบริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด จดทะเบียน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2563 ประกอบกิจการขนส่งผู้โดยสารด้วยรถประจำทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และลงทุนในกิจการขนส่งรถโดยสารสาธารณะประจำทาง มีทุนจดทะเบียน 910 ล้านบาท
รวมทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัท เอซ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด สัดส่วนการถือหุ้น 99.99% และที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย 2 ราย คือ
- น.ส.กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา
- น.ส.ปทิตา มิลินทจินดา
ทั้งนี้ น.ส.กุลพรภัสร์ มีตำแหน่งเป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์ บัส จำกัด และก่อนหน้านี้เป็นผู้บริหารบริษัท ดับเบิ้ลพี แลนด์ จำกัด และผู้ก่อตั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ของกลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA)
ส่วน น.ส.ปทิตา ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายงานธุรกิจหลักทรัพย์) บริษัท หลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทดังกล่าวได้เข้าไปทำธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกับ EA และบริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน)