เมื่อถามรู้สึกหนักใจหรือไม่ เมื่อผู้ต้องหาเป็นลูกเขยของนายชาดา พล.ต.ต.จรูญเกียรติระบุว่า ไม่หนักใจ เพราะเราต้องแยกกันคนละส่วน ตำรวจทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน เมื่อมีเรื่องร้องเรียนจึงต้องตั้งชุดสืบสวน
ไม่หนักใจ เคสนี้ได้มีการรายงานไปยังผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ทราบแล้ว เพราะถือเป็นนโยบายปราบปรามผู้มีิอิทธิพล และทุจริต ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องปฏิบัติอยู่แล้ว
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุอีกว่า หลังจากนี้จะต้องทำการขยายผลต่อ เพราะการทำเพียงเฉพาะจุดไม่มีอะไรดีขึ้น ตำรวจต้องทำต่อให้เป็นรูปเป็นร่าง เพื่อจะได้เห็นเป็นภาพใหญ่ เป็นขบวนการทั้งหมด
“ตอนจับกุมทางท่านชาดา ได้โทรศัพท์เข้ามาหา และถามว่า ลูกเขยถูกจับในข้อหาอะไร ซึ่งถ้าหากพบว่าทำผิดกฎหมายให้ว่าไปได้เลย ไม่มีปัญหา ท่านไม่ได้มีการขอให้ช่วยเหลือแต่อย่างใด ไม่มีเลย เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ในภาพรวมยังมีองคาพยพ ที่อ้างชื่อผู้ใหญ่ในการก่อเรื่องทุจริต ทำมาหากิน ต้องว่ากันไปเป็นรายบุคคล ใครทำผิดต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกัน”