พล.ต.ท.จิรภพ ยังระบุว่า กล้องวงจรปิด ที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน นำไปกู้ภาพมาทั้งหมด 15 กล้อง พบว่ามี 1 กล้อง ที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญ ที่จะเห็นในช่วงเวลาเกิดเหตุได้ แต่กล้องหยุดบันทึก ในเวลาประมาณ 10.00 น. ทำให้ไม่เห็นภาพในขณะเกิดเหตุจริง
มีการตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 2 ประเด็น คือ เจ้าของบ้านหยุดเวลาของกล้องนี้ไว้ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ และมีการทำลายหลักฐานหลังเกิดเหตุ ซึ่งกำลังตรวจสอบ แต่เชื่อว่าส่วนตัวของ กำนันนก ไม่น่าจะมีความรู้ ในการลบภาพในกล้องวงจรปิด เพราะการนำเซิร์ฟเวอร์กล้องไปทิ้ง ใช้เวลาไม่นาน ไม่น่าจะลบได้ จึงเชื่อว่า น่าจะมีคนลบภาพ ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่หากไม่มีภาพวงจรปิด ในขณะเกิดเหตุ ก็ยังมีหลักฐานอื่น ประกอบการดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ตำรวจทั้งหมด ที่ไปทานข้าวบ้าน กำนันนก ไม่ได้ไปในฐานะข้าราชการ ถือว่าไปในนามส่วนตัว เมื่อไปงานเลี้ยงส่วนตัว แล้วเกิดเหตุซึ่งหน้าแบบนี้ ส่วนตัวมองว่า สามารถโทรเรียกกำลังเสริม ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุได้
อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบอีกครั้ง เพราะมีบางส่วนที่ ไม่ได้ช่วยเหลือตั้งแต่แรก มีตำรวจบางส่วน ที่ไปโผล่อยู่ที่โรงพยาบาล สำหรับประเด็นนี้ จะดำเนินคดีในข้อหา 157 หรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบประเด็นนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
ส่วนกรณีที่พบว่า มี พ.ต.ท.ภทร วรญาวิศุทธิ์ หรือ สารวัตรไอซ์ พาแฟนไปร่วมงานด้วย และจังหวะที่เกิดเหตุ ได้พาแฟนไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งกล้องวงจรปิดจับได้ว่า สารวัตรไอซ์ ยกปืนขึ้นมา หลังจากได้ยินเสียงปืน แต่ไม่ได้ยิงไปที่บุคคลใด หรือเข้าไประงับเหตุ เนื่องจากอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุพอสมควร จึงอาจไม่เข้าข่าย ผิดข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ
เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า มีการเตรียมการณ์ไว้ก่อน แล้วรอ "สารวัตรแบงค์" ให้ไปที่งาน ก่อนที่จะก่อเหตุดังกล่าว พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า จากการสืบสวนดูจาก ภาพกล้องวงจรปิด เราเห็นเรื่องราวทุกอย่าง ตอนที่มาถึง ทั้งสองก็ยังสวัสดี พูดคุยทักทายกัน นอบน้อมปกติ
ประกอบกับข้อมูลอีกส่วน ที่ได้จากพยานที่เกิดเหตุ และเห็นเนื้อเรื่องทั้งหมด วินาทีที่กำลังจะยิง มีการทะเลาะกันเรื่องอะไร และพูดคุยเรื่องอะไรบ้าง จากหลักฐาน ไม่ใช่การเตรียมการไว้ก่อน แต่เป็นเรื่องที่กำนันนก เชื่อว่า สารวัตรแบงค์ ไม่ให้เกียรติตน จึงได้ใช้วิธีนี้ ประกอบกับ กำนันนก ดื่มแอลกอฮอล์มาด้วย
ทั้งนี้ มั่นใจพยานหลักฐาน ถ้าหากกล้องไม่สามารถกู้ได้ แต่เรามีพยานหลักฐานอื่น อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของพยาน อาวุธปืน มูลเหตุจูงใจมากมาย ที่เรามั่นใจว่าคดีนี้ เราสามารถใช้หลักฐานที่ได้มา ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา อย่างถึงที่สุดได้
ยืนยันด้วยสิ่งที่ปฏิบัติหน้าที่มา ไม่ได้ช่วยเหลือตำรวจนายนั้น หรือตำแหน่งไหนแน่นอน เราสนใจทำงาน อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อให้พยานหลักฐาน แน่นให้มากที่สุด การสืบสวนสอบสวนใช้ระยะเวลา ไม่อยากด่วนสรุปให้ถูกใจคนดู แล้วข้อมูลผิดพลาด อยากทำออกไปตรงไปตรง ไม่ช่วยใครแน่นอน ไม่ว่าจะยศอะไร มีอิทธิพลมากแค่ไหนก็ตาม
“ผู้การเต่า” วอนขอความเป็นธรรมให้ “ผู้กำกับเบิ้ม”
ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เปิดเผยว่า ในเรื่องนี้ตำรวจสอบสวนกลาง จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งตำรวจและคนที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยจะนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มายืนยัน โดยจะต้องมาไล่เลียงใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่หลังเสียงปืนดังขึ้น มีใครที่วิ่งหนี หรืออยู่ต่อแล้วทำอะไรบ้าง ส่วนใครจะเกี่ยวกับข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ฯ ก็จะมาตรวจสอบกันทีละนาย
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า วันเกิดเหตุ ได้ไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุ และคุยกับคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุหลายคน รวมทั้งพบเจอ พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ หรือ ผกก.เบิ้ม ในฐานะผู้บังคับบัญชาของ สารวัตรแบงค์ และที่บริเวณแขน และเสื้อมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ รวมทั้งได้ช่วยเหลือ สารวัตรแบงค์ ร่วมกับลูกน้องอีก 3 คน ออกจากพื้นที่ โดนอุ้มอยู่บริเวณข้อเท้า ก่อนไปสั่งการต่อ รวมทั้งนำ พ.ต.ท.วศิน พันปี ตำรวจที่บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล จึงอยากให้สังคมให้ความเป็นธรรมกับ ผกก.เบิ้ม ที่รับผิดชอบในสิ่งที่กระทำไปแล้ว
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวถึงเรื่องส่วยสติ๊กเกอร์ ว่า คดีที่ตำรวจทางหลวง ได้ตรวจสอบ เรื่องการทุจริตรับส่วยสติ๊กเกอร์ก่อนหน้านี้ พบมีตำรวจทางหลวง เกี่ยวข้องกระทำความผิด 29 นาย ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. พิจารณาไปแล้ว 6 นาย และล่าสุดได้ตรวจสอบพบ และสั่งย้ายเพิ่มไปอีก 4 นาย
ส่วนเหตุการณ์นี้ กองบังคับการตำรวจทางหลวง ได้ส่ง สารวัตรแบงค์ ไปแก้ไขปัญหานี้ หลังจากย้ายตำรวจชุดเก่า ในพื้นที่ออกมาแล้ว และเชื่อว่า สารวัตรแบงค์ ไม่ยอมที่จะให้มีการ รับส่วยสติ๊กเกอร์อีก จึงอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้ กำนันนก ไม่พอใจ เพราะทำธุรกิจรถบรรทุกอยู่แล้ว แม้ว่ารถบรรทุกในบริษัทของ กำนันนก จะไม่มีรูปแบบสติ๊กเกอร์ ที่ติดไว้บนรถอย่างชัดเจน แต่ก็พบว่า ได้ติดชื่อบริษัทเอาไว้ที่หน้ารถ ทำให้เชื่อได้ว่า อาจเป็นจุดสังเกต ที่ทำให้ตำรวจทางหลวงรู้กันว่า เป็นรถของบุคคลใด
ขณะที่การปราบปรามส่วยสติ๊กเกอร์ ก็ยังคงเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง และที่ผ่านมา หลังจากเกิดเรื่องร้องเรียน ตำรวจทางหลวง ก็พยายามทำให้ปัญหานี้ลดลงแล้ว แต่ก็ยังมีบางคนพยายามทำให้กลับขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งตำรวจที่ส่งไปแก้ไขปัญหา ก็พยายามกดเรื่องเหล่านี้ ให้หายไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของตำรวจ อยู่ตลอดเวลา เชื่อว่า คดีนี้ยังตรวจสอบอีกนาน เพราะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ด้าน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวว่า ในส่วนของคดีฆ่า สารวัตรแบงค์ ได้สอบพยานไปถึง 70 - 80% คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเร็ว ๆ นี้ แล้วส่วนคดี 157 ผู้ต้องหา 6 คนแรก มีหลักฐานเอาผิดข้อเท็จจริงได้แล้ว ส่วนหลังจากนี้ จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมหรือไม่ อยู่ในระหว่างการพิจารณา