ต่อมา สำนวนที่ บช.ภ.7 มีการสอบสวนพบตำรวจอีก 6 คนเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีในข้อหา “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ตามมาตรา 157 ที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว ทาง บช.ภ.7 เห็นว่าในคดีนี้เป็นคดีเดียวกัน จึงเสนอขอโอนสำนวนคดีมาให้กองปราบ เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งตนก็เห็นชอบอนุมัติ เมื่อวันที่ 14 กันยายน
“ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ ทั้งตำรวจและพลเรือน ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีเดียวกัน ทั้งการช่วยเหลือและการทำลายหลักฐาน” ผบ.ตร.ระบุ
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า กองปราบมีอำนาจและศักยภาพการปฏิบัติงานทั่วประเทศ โดยคดีนี้มีเพียงแค่จุดเดียว ไม่ได้ยุ่งยากอะไรและทางพนักงานสอบสวนของกองปราบก็มีจำนวนมาก ตนเห็นด้วยจึงให้โอนคดีไป หลังจากที่มีการโอนคดีแรกไปแล้ว พล.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)มอบหมาย พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. เป็นหัวหน้า ซึ่งตนมั่นใจว่าจะทำคดีออกมาได้ดี
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวชี้แจงว่า การโอนคดีกำนันนก ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในการทำคดี โดยตนจะดูในภาพรวมทั้งหมด และให้ทาง บช.ก. และ บช.ภ.7 ลงไปทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้เร็วที่สุด สิ่งที่จำเป็นที่สุด คือ การรวบรวมพยาน หลักฐาน จับกุมผู้กระทำความผิดได้เร็ว อีกทั้ง ในขณะนี้ตนยังสั่งการไปว่า ตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดีจะต้องถูกดำเนินคดี ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับ ม.157 ทางพนักงานสอบสวนจะทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. โดยจะนำสำนวนส่งให้ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาว่าจะส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่