นายชูวิทย์ บอกว่า ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องประเด็นการเมือง จึงต้องรบกวน รองผบ.ตร. เพราะเห็นว่า เป็นคนตรงไปตรงมาและชัดเจนหวังว่าบ้านเมืองนี้จะมีคนที่ชัดเจนตรงไปตรงมา แค่สอบแม่บ้าน สอบรปภ. สอบเจ้าของที่ดินเก่า ก็ถือว่าจบแล้ว เพราะบริษัท แสนสิริ มีพฤติการณ์เข้าข่ายฉ้อโกงนำเงินของประชาชนไปให้กู้ผิดกฎหมาย หลายบท หลายกรรม
เรื่องนี้จำเป็นที่รอง ผบ.ตร.ต้องทำให้ชัดเจนไม่เช่นนั้นตลาดหลักทรัพย์จะกลายเป็นตลาดหลักโกง และ เงินตอนนี้ 400 กว่าล้านบาทหายไปไหน ตนหวังว่ารองผบ.ตร.จะทำเรื่องนี้ให้ปรากฏ ส่วนวันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคมนี้ จะเเฉเป็นตอนสุดท้าย จะเปิดเผยข้อมูลให้เห็นธาตุแท้ของนายทุน ซึ่งเป็นการไซฟ่อนเงินถึง ต่างประเทศ โดยได้ส่งคนไปตรวจสอบเเล้วมีเเต่ชื่อบริษัท เเต่ไม่มีสำนักงานจริง
" บริษัท แสนสิริ มีพฤติการณ์เข้าข่ายฉ้อโกง นำเงินของประชาชนไปให้กู้ผิดกฎหมาย หลายบท หลายกรรม เรื่องนี้จำเป็นที่รอง ผบ.ตร.ต้องทำให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นตลาดหลักทรัพย์จะกลายเป็นตลาดหลักโกง เงินตอนนี้ 400 กว่าล้านบาทหายไปไหน หวังว่ารองผบ.ตร.จะทำเรื่องนี้ให้ปรากฏ"
บิ๊กโจ๊ก รับปากตรวจสอบ"เศรษฐา" ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
นายชูวิทย์ บอกกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่า ขอฝากบ้านเมืองไว้กับ รอง ผบ.ตร. ซึ่ง พล .ต.สุรเชษฐ์ บอกว่า รับเรื่องไว้ เเละจะดำเนินการทั้งหมด หลังรับเอกสารเเล้ว จะนั่งคุยเพื่อรับข้อมูล เเละ จะเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุด สอบปากพยานหลักฐาน ให้ความจริงปรากฎ โปร่งใส เป็นธรรมทุกฝ่าย
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ระบุหลังจากรับเอกสารว่า เรื่องนี้จะพยายามเร่งรัดดำเนินการให้เร็ว การสอบพยานบุคคลต่างๆ ถ้าเข้าข่ายความผิดก็ต้องดำเนินการไป ตามอำนาจหน้าที่ แต่ถ้าไม่ผิด ก็ต้องไม่ผิด บ้านเมืองมีระบบตรวจสอบ ใครจะโกหกใครทำไม่ได้ ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา
สำหรับ นอมินีบุคคลที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กล่าวอ้างนั้น ล่าสุดทาง แสนสิริ ออกมาชี้แจง พร้อมเผยชื่อว่าคือ นายพินิจ คำยศ นายพีระพงษ์ ทานรัมย์ นายสมศักดิ์ มติยาภักดิ์ และ นายยงยุทธ ประกิ่ง ซึ่งเป็นหุ้นบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด
ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. นายชูวิทย์ จะไปยื่นเรื่องที่ตลาดหลักทรัพย์ ให้สอบสวน บริษัทเเสนสิริ นายเศรษฐา ทำธุรกรรมซื้อขายโอนจ่ายเช็ค ถูกต้องหรือไม่ ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแสนสิริ ในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 2 หมื่นหุ้น จึงถือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
"ชูวิทย์" เเฉมีคนใหญ่ สั่งปิดปากห้ามเเฉ "เศรษฐา"
นายชูวิทย์ เปิดเผย ถึงสาเหตุที่จะต้องเเฉ นายเศรษฐา ครั้งสุดท้าย ก่อนวันโหวตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า เพราะมีผู้ใหญ่โทรศัพท์มาสั่งการต่างๆ แต่ตนไม่ขอเปิดเผยชื่อ ขอเก็บเรื่องนี้ไว้กับตน จนถึงวันตาย
อย่างเมื่อวานนี้ (16 สิงหาคม) มีคนโทรสั่งการไม่ให้ตำรวจมารับเรื่องร้องเรียนตน ตนขอฝากไปถึงคนที่สั่งการว่า การกระทำแบบนี้ การสกัดตน ไม่มีประโยชน์ และ ที่บอกว่าเคลียร์หมดแล้วจ่ายเงินหมดแล้ว ยืนยันว่าไม่เคยรับเงินใคร เเละการที่เอาเรื่องลูกชายตนมาพูด ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับลูก ยืนยันเป็นคนมีทรัพย์สินอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่จำเป็น ส่วนใครคนไหนที่รับเงิน 20 ล้านบาท มาเพื่อโจมตีตน โดยโอนจ่ายผ่านคนขับรถ ฟังให้ดี ตนรู้หมด
ส่วนกรณีที่มีผู้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า การขายที่ดินของบริษัทของลูกชาย นายชูวิทย์ มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท และ หลบเลี่ยงภาษีกว่า 900 ล้านบาท มีพฤติการณ์เหมือนของบริษัทเศรษฐาหรือไม่ ชูวิทย์ ยืนยันว่าไม่ได้ทำเช่นนั้น บริษัทของลูกตน ไม่มีนอมินี พร้อมถามกลับสื่อมวลชนว่า "รู้ไหมว่าตนเรียนจบอะไร ตนเรียนจบภาษีมา ขอตอบเพียงเท่านี้"