นายไตรยฤทธิ์ เผยอีกว่า การออกหมายเรียกในสถานะพยานนั้น นอกเหนือจาก "นอท กองสลากพลัส" ยังมีกลุ่มบุคคลอีก 7 ราย ที่ต้องเข้าให้การในสถานะพยานเช่นเดียวกัน แต่บุคคลเหล่านี้มิได้อยู่ในธุรกิจกองสลากพลัส เพื่อสอบถามถึงความเชื่อมโยงกับ "นอท กองสลากพลัส" แต่ก็ต้องรอสอบปากคำพูดคุยก่อน เพื่อให้ได้รายละเอียดว่า ทั้ง 7 รายนี้รู้จักกันอย่างไร เกี่ยวข้องในธุรกิจสลากพลัสหรือไม่อย่างไร
ยืนยันว่า ดีเอสไอมีหลักฐานชัดเจน เพราะขยายผลทราบตั้งแต่ก่อนเทศกาลปีใหม่ แต่ขณะนั้นต้องรอผลบางอย่าง รอเส้นทางการเงินจากทางธนาคาร พอมีหลักฐานปรากฏจึงอยากให้ "นอท กองสลากพลัส" เข้ามาชี้แจง ถึงการรับเงินดังกล่าวเพื่อความเป็นธรรม
ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ม.ค. นี้ เป็นการเรียกมาในฐานะพยานก่อน ถ้า "นอท กองสลากพลัส" ให้ถ้อยคำเสร็จสิ้น และชี้แจงหลักฐานเอกสารแล้วพบว่า มีการกระทำความผิด ก็มีโอกาสที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ เป็นไปตามขั้นตอนของพนักงานสอบสวน แต่ปัจจุบันเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
นายไตรยฤทธิ์ เผยต่อว่า กรณีที่ "นอท กองสลากพลัส" ระบุว่า มีการไปกู้เงินจากบุคคลใดก็ตาม ทางดีเอสไอก็จะต้องเรียกบุคคลนั้น ๆ มาสอบปากคำด้วย และหากบุคคลนั้น ๆ ได้รับเงินมาจากใครอีกที ก็จะต้องเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ มาสอบปากคำด้วยเช่นเดียวกัน ต้องสอบให้หมด และต้องชี้แจงให้ได้ว่า ทำไมจึงนำเงินมาให้กองสลากพลัส
เมื่อถามว่า จะมีการออกหมายเรียกสลากออนไลน์เจ้าอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ นายไตรยฤทธิ์ ระบุว่า จะมีเจ้าอื่น ๆ ตามมาแน่นอน แต่ยังไม่สามารถบอกจำนวนได้ ต้องรอตรวจสอบจากเส้นทางการเงิน จากธนาคารด้วย
ต่อมาเวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ทนายความของ "นอท กองสลากพลัส" ได้ออกมาจากห้องศูนย์คดียาเสพติด โดยเมื่อผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามว่า "ในส่วนของเอกสารได้มีการเตรียมความพร้อมหรือยัง" ,"ได้แจ้งคุณนอทหรือยังว่าวันที่ 13 ม.ค. นี้ จะต้องเข้ามาพบดีเอสไอ" ทางทนายความระบุสั้น ๆ ว่า ต้องรอหมายเรียก เพราะยังไม่ได้ตอบรับ ต้องมีหมายเรียก พร้อมยังปฏิเสธสื่อมวลชน ไม่สะดวกให้บันทึกภาพ