"วราวิทย์" ถามว่า ถูกกล่าวหาว่า เป็นคนทรยศเพราะเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เป็นเพราะคะแนนนิยมของพรรค ไม่ใช่บุคคล
"คารม พลพรกลาง" อดีต ส.ส.บัญชีรายการ พรรคก้าวไกล กล่าวว่าเป็นการกล่าวหาที่หนักเกินไป เพราะพรรคการเมืองต่อให้เก่งอย่างไร ต้องมีฐานคะแนนนิยม ซึ่งตนเองเป็น อดีตทนายความ นปช.
ใช้ความนิยมของตนเอง ช่วยหาเสียง โดยเฉพาะบ้านเกิด อำเภอสุวรรณภูมิ ได้คะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด และใช้ทุนส่วนตัวลงพื้นที่ได้มาเกือบ 15,000 คะแนน เป็นทั้งคะแนนของพรรค และคะแนนนิยมในตัวของตนเองด้วย ถือว่าทุกคนก็ช่วยให้พรรคได้คะแนนนิยม ทั้งพรรคและบุคคล ต้องมีอุดมการณ์ร่วมกัน
"วราวิทย์" สอบถาม"ประเดิมชัย" ว่า การตัดสินใจเพราะอยู่คนละสายใช่หรือไม่ เดิมอยู่สาย"คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์" เมื่อย้ายออก จึงไม่ได้รับความไม่วางใจ
"ประเดิมชัย" กล่าวว่า ภาพอาจจะดูแลดี แต่ให้ไปถาม ส.ส.ว่า "ดูแลดี" หมายถึงสิ่งใด เพราะลึกๆ แล้วมีบางเรื่องที่รับกันไม่ได้ แม้ว่าจะมีโอกาสได้ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งก่อน แต่หากทำงานแล้วไม่สนุกไม่มีความสุขได้ แม้จะต้องเปลี่ยนพรรค แต่เชื่อว่าหากเริ่มเลือกตั้งทุกพรรคก็จะไม่มีได้เปรียบเสียเปรียบ
"วราวิทย์" ถามว่า เป็นการทรยศพรรค หรือความไว้วางใจของประชาชนหรือไม่
"ประเดิมชัย" กล่าวว่า ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการที่จะเข้าหรือออกจากพรรค ทุกคนอ้างประชาชนหมือนกันหมด จึงคิดว่าโครงสร้างหลัก พรรคหรือคน ทุกคน ก็อ้างถึงพี่น้องประชาชนกันหมด
"วราวิทย์" ถามว่า แล้วทำไมต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ หรือค่าตอบแทน หรือกระสุน ที่มีการติฉินนินทาหรือไม่
"คารม" กล่าวว่า จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย มีกระแสที่ดีระดับหนึ่ง และยังมีพรรคชาติไทยพัฒนาเป็น ส.ส.เขต หนึ่งคน การที่เราจะเลือกพรรคไหนเพื่อลงสมัคร ก็ต้องเลือกพรรคที่เป็นสถาบันพรรคการเมือง เท่าที่ดู ผลงานเด่นชัด คือ พรรคภูมิใจไทย เพราะเขตเลือกตั้ง ที่จะลงสมัคร ขาดความเจริญการพัฒนา ขาดโอกาส เพราะฉะนั้นหาก เป็น ส.ส.แต่ขาดโอกาสในการพัฒนาบ้านเมือง หรือสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ ส่วนที่กล่าวหาว่าเข้าพรรคภูมิใจไทยแล้วได้สตางค์ แล้วอยากถามกลับว่า กรณีที่มีคนย้ายไปพรรคเพื่อไทย ทำไมไม่พูดนี่ถือเป็นการกล่าวหาสาดโคลนกัน ทางการเมือง เพราะตนเองและ"ประเดิมชัย" ไม่ใช่แค่คนที่ย้ายพรรคเท่านั้น ยังมีอีกหลายคนที่ย้ายสังกัดเช่นเดียวกัน
"วราวิทย์" รุกถาม "นายคารม" ว่า เป็นอดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ จะลงเลือกส.ส.เขตอาจไม่มีโอกาสได้กลับมา อาจจะยาก ก็จึงมีข้อกล่าวหาว่า ต้องกอบโกยให้เต็มที่
"คารม กล่าวว่า บ้านผมไม่ได้ร่ำรวย แต่ตนเองเป็นทนายความมา 30 กว่าปี สร้างฐานะ มีบ้านมีรถยนต์ เพราะทำมาหากินตนเองมาตลอด และเคยทำงานให้พรรคการเมืองเพื่อไทย และพลังธรรม เป็นทนายความ ให้กลุ่มนปช. และไปหา"ทักษิณ ชินวัตร"และที่ลงสมัครพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเจ้าของพื้นที่เดิมคือ"พรรคเพื่อไทย" การเสนอตัว เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกเชื่อว่า "พรรคภูมิใจไทย"น่าจะมีศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ทั้งเรื่องคมนาคม และสาธารณสุขเหมือนที่บุรีรัมย์ ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้รู้จักกับ หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
ส่วนที่ไม่ได้ลาออกไปในทันที "คารม" บอกว่า ความเป็น ส.ส.มีสถานะ ทำให้สามารถเสนอเรื่องในกรรมาธิการได้ และทำประโยชน์ให้กับประชาชน และการที่พรรคไม่ขับออก เพราะมีสัดส่วนของกรรมาธิการ
หากลดสัดส่วนของ ส.ส.จะไปกระทบกับสัดส่วนของกรรมาธิการ ข้อเท็จจริงที่ไม่เคยปรากฎ ต่อสาธารณะ ซึ่งทั้งพรรคและตนเองก็ได้ประโยชน์ รวมถึงพี่น้องประชาชน และการหารือส่วนใหญ่ก็มาจากสัดส่วนจากการเป็น ส.ส.ในพรรคภูมิใจไทย
"วราวิทย์" ถามว่า ทำไม ส.ส. กว่า 30 คนต้องลาออกพร้อมๆกัน และเปิดตัวในนามพรรคภูมิใจไทยพร้อมกัน
"ประเดิมชัย" ให้เหตุผลว่า เพื่อให้ไปสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชนและเชื่อว่าประสบการณ์ที่เป็น สมาชิกสภากรุงเทพ มา 5 สมัย กว่า 20 ปี มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง จึงเสนอให้พรรคภูมิใจไทยนำไปขับเคลื่อน และมุ่งหวังให้เป็นรัฐบาล
"วราวิทย์" ถามว่า มีการวิจารณ์ว่า วิธีการ ดูด ดึง ส.ส.อาจจะทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่มีความยั่งยืน
"คารม" กล่าวว่า "ภูมิใจไทย" มีวิธีการเชิญ ส.ส.มาร่วม ไม่ใช่เพราะมีสิ่งล่อใจหรือมีค่าตอบแทน พลังดูด แต่พรรคภูมิใจไทย ก็เกิดขึ้นมากว่า 10 ปี และกำลังจะกำหนดนโยบายที่ดูแลประชาชน ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะตอบโจทย์ประชาชนได้หรือไม่อยู่ที่ นโยบายพรรค ซึ่ง
ที่ผ่านมาพิสูจน์จาก "จังหวัดบุรีรัมย์" และขยายไป ศรีสะเกษ สุรินทร์ ทำให้พรรคอยากได้ ส.ส.ที่มีประสบการณ์ไปร่วมสร้างความเจริญในพื้นที่ไม่ใช่เป็นแค่พรรคที่ปากบอกว่าเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์เท่านั้น
คลิป >>>>