และยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ามีเรือประมงอีกจำนวน 599 ลำ ซึ่งขาดคุณบัติข้างต้น แต่มีรหัสเติมน้ำมันที่สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยออกและรับรองให้ ซึ่งยังไม่ได้ใช้บริการ ทำให้จำนวนเรือที่เกี่ยวข้องในการกระทำผิด “เติมน้ำมันเขียว” โดยขาดคุณสมบัติตามประกาศกรมศุลกากร ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีจำนวนถึง 1,390 ลำ
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. จึงบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมประมง กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบเติมน้ำมันเขียวโดยผิดกฎหมายทั้งหมด ประกอบด้วย 1.สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เนื่องจากให้การรับรองเรือประมงพื้นบ้าน หรือเรือประมงประเภทอื่นๆ ที่ขาดคุณสมบัติตามประกาศของกรมศุลกากร ฉบับที่ 68/2561, 2.เจ้าของเรือประมงที่ขาดคุณสมบัติ แต่ได้รับประโยชน์จากการรับรองของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย, 3.ผู้ควบคุมเรือประมง และคนประจำเรือ ที่นำเรือไปเติมน้ำมันเขียวในเขตต่อเนื่อง, 4.เรือสถานีบริการน้ำมัน (Tanker) และบริษัทผู้ให้บริการ
โดยจะมีการเรียกกลุ่มผู้ต้องหาเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา คดีน้ำมันเขียว มีบริษัท จำนวน 5 ราย ห้างหุ้นส่วนจำกัด 2 ราย บุคคลธรรมดา จำนวน 6 ราย กรรมการของบริษัท จำนวน 7 ราย ผู้ควบคุมเรือหรือไต๋เรือ 32 ราย มาแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ณ สโมสรตำรวจ ระหว่างวันที่ 29- 31.ส.ค.65 โดยจะมีการดำเนินคดีในความผิด ดังนี้ 1.พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560มาตรา 189 ฐานความผิด ขนถ่ายน้ำมันในเขตต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุสมควร หรือไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของราคาน้ำมันที่อยู่ในเรือ หรือทั้งจำทั้งปรับ, 2.พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 203 ฐานความผิด ครอบครองน้ำมันที่มิได้เสียภาษี หรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน มีโทษปรับสองถึงสิบเท่าของค่าภาษี, 3.พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 166 ผู้สนับสนุนหรือได้รับผลตอบแทนจากการทำประมง IUU ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดนั้น และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นรายคดี เช่น การแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นต้น
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาการลักลอบเติมน้ำมันเขียวโดยผิดกฎหมายนั้น ก็ได้มีการตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดเพื่อจะรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในภาพรวมทั้งหมด เนื่องจากเป็นการกระทำผิดที่ส่งผลเสียต่อประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งส่งผลกระทบต่อการเก็บภาษีของรัฐ ที่ควรจะได้รับปีละ 4,270 ล้านบาท หรือ 25,620 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2555-2564 และยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของการทำประมงของประเทศไทยอีกด้วย นานาประเทศอาจมองว่าประเทศไทยไม่มีความจริงใจในการป้องกันและปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ซึ่งการประเมินโดยสหภาพยุโรปนั้นใกล้เข้ามาแล้ว จึงต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาด ซึ่งจะช่วยให้ชาวประมงที่ประกอบอาชีพโดยสุจริตได้เติมน้ำมันเขียวตามปกติ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการทำประมงของไทย เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะปราบปราบการทำประมงผิดกฎหมายของไทยอย่างต่อเนื่อง
หากพบการทำประมงที่เป็นความผิดตามกฎหมาย หรือพบเห็นการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งข้อมูลมายัง ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร.) โดยตรง ช่องทางสายด่วน 1599 หรือ www.humantrafficking.police.go.th หรือ ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/TICAC2016 หรือ LineOA: @HUMANTRAFFICKTH หรือ TWITTER: @safe_dek หรือช่องทางใหม่ล่าสุดคือ การสแกน QRCODE เพื่อกรอกแบบฟอร์มในการแจ้งเหตุและเบาะแสการกระทำผิดดังกล่าวเพื่อแจ้งเบาะแสในการปราบปรามการกระทำผิดต่อไป