เปิดรายชื่อผู้ต้องหาตามหมายจับประกอบด้วย
- 1.นายเบน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี
- 2.นายยิม (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี
- 3.นางสาวแคทรียา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี
- 4.นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี
- 5.นายยูจีน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี
- 6.นายโคปิง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี
- 7.นายณัฐกร (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี
(หมายเหตุ: ผู้ต้องหาตามหมายจับลำดับที่ 1–6 อยู่ระหว่างหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ส่วนผู้ต้องหาลำดับที่ 7 ได้มีการดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว)
ACSC ระบุว่า ผู้ต้องหาที่ 1–7 ได้กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และเป็นผู้มีหน้าที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์แต่ไม่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด”
ขุดรากถอนโคนเส้นทางเงิน 3 ช่วงเวลา
คดีนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลเครือข่ายของ นายเบนฯ และ นายยิมฯ สัญชาติกัมพูชา ซึ่งนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดส่งผ่านธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายชั้น แล้วย้อนกลับเข้ามาในรูปของเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจากตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ ปปง. ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศ
จากการสืบสวนพบว่า นายเบนฯ มีประวัติในต่างประเทศมาก่อน โดยโทรศัพท์เสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนรายย่อยในประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์ห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 7 ปี
และเมื่อปี 2559 ได้หลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยจนศาลอาญาออกหมายจับและองค์การตำรวจสากล (Interpol) ออกหมายแดงไว้แล้ว ในช่วงเวลาเดียวกัน นายเบนฯ และ นายยิมฯ ได้ร่วมกันจัดตั้งธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา
ซึ่งต่อมากลายเป็นท่อส่งเงินของเครือข่าย โดยแบ่งขั้นตอนการกระทำความผิดออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้
ช่วงที่ 1 (ปี 2562 ถึง 2564): เครือข่ายใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีของคนในครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลที่ให้ภรรยาถือหุ้นและเป็นกรรมการไขว้กัน ซึ่งนิติบุคคลเหล่านั้นมีรายได้น้อยและขาดทุนเกือบทุกปี ขณะที่ นายยิมฯ และ นางสาวแคทรียาฯ ไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตั้งแต่ปี 2558 ในช่วงนี้เริ่มพบเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์เข้าบัญชีของนายยิม แล้วถูกถ่ายเทต่อไปยังบัญชีคนในครอบครัว บัญชีส่วนตัว และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2565 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับนายยิมเริ่มถูกอายัด
ช่วงที่ 2 (ปี 2565 ถึง 2566): เครือข่ายเปลี่ยนวิธีการ โดยใช้บัญชีจากประเทศกัมพูชาโอนเงินตรงเข้ามายังบัญชีของเครือข่ายในประเทศไทย แล้วส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน
ช่วงที่ 3 (ปี 2567 ถึง 2568): ธนาคาร B.I.C. โอนเงินเข้าบัญชีของกองทุน VAI ในประเทศสิงคโปร์ กว่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งภายนอกดูเหมือนเป็นธุรกรรมปกติระหว่างธนาคารกับกองทุน
ปลายทางคือหุ้นใหญ่ SET – แบ่งหน้าที่ชัดเจน
ปลายทางของเงินดังกล่าวถูกนำไปซื้อหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในไทย จากการตรวจสอบร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก.ล.ต. และหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ (MAS) พบว่า ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner) คือ เครือข่ายของนายเบน และ นายยิม ซึ่งแหล่งเงินที่นำมาใช้ล้วนมาจากกลุ่มนายเบนและนายยิมเช่นกัน
จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 7 รายมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
- นายเบน: เป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการหลัก
- นายยิม: ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางไหลของเงิน
- นายยูจีน: บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ จัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน
- นางสาวแคทรียา และ นางสาวสุภารัตน์: ถือผลประโยชน์แทน (Nominee)
- นายณัฐกร และ นายโคปิง: ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และดูแลเอกสาร
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นคนชุดเดิม ใช้วิธีเดิม เพื่อปกปิดที่มาของเงินและผู้ถือหุ้นที่แท้จริง
พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน เป็นอั้งยี่ และร่วมกันเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยไม่รายงานการได้มาและไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการตามกฎหมาย
ออกหมายจับ! "เบน-ยิม" ฟอกเงินข้ามโลก โยกเงินผ่านแบงก์กัมพูชา-กองทุนสิงคโปร์ ก่อนโยนเงินซื้อหุ้นใหญ่ "ตลาดหลักทรัพย์ฯ" อายัดทรัพย์แล้วกว่า 2.1 หมื่นล้าน
ยึดอายัดทรัพย์สินกว่า 21,000 ล้านบาท – ค้น 4 จุดยึดหลักฐานสำคัญ
ในส่วนของทรัพย์สิน คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายไว้ชั่วคราว มูลค่ารวมกว่า 14,808 ล้านบาท นอกจากนี้ยังยึดและอายัดเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน มูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง โดยสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด สามารถตรวจยึดของกลางสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางเงินของเครือข่ายได้หลายรายการ อาทิ สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายหุ้น, เอกสารเกี่ยวกับกองทุนหุ้นจำนวน 6 แฟ้ม, อุปกรณ์เก็บคริปโทเคอร์เรนซีชนิด Ledger พร้อมอุปกรณ์ยืนยันตัวตน (Authenticator) รวม 3 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง, แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน ซึ่งจะนำไปตรวจพิสูจน์เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องและทรัพย์สินที่ยังซุกซ่อนอยู่ต่อไป
ปฏิบัติการทลายเครือข่ายมหากาพย์ฟอกเงินข้ามโลกครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการฟอกเงินข้ามชาติ เพื่อปกป้องความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย ตัดวงจรเงินจากการกระทำความผิดที่ถูกนำกลับเข้ามาลงทุนในประเทศ พร้อมขยายผลติดตามทรัพย์สินตามกฎหมายต่อไป
ศูนย์ ACSC แจ้งเตือนว่า คดีนี้สะท้อนภัยรูปแบบใหม่ของอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เงินผิดกฎหมายไม่ได้ถูกซ่อนอยู่ในบัญชีม้าหรือทรัพย์สินหรูหราอีกต่อไป แต่ถูกแปรสภาพจนกลับเข้ามาในรูปของเงินลงทุนจากต่างประเทศ แล้วเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่ประชาชนนับล้านใช้บริการ โดยตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ ปปง. ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศ จะติดตามเส้นทางเงินทุกทอดและยึดทรัพย์คืนให้ได้มากที่สุด หากพบการชักชวนลงทุนที่ผิดปกติ หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายนี้ สามารถแจ้งตำรวจสอบสวนกลางได้ทุกช่องทาง