ประวัติโดนให้ออกจากราชการ
จากข้อมูล สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ระบุว่า นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เคยถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีกล่าวหาเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาเกี่ยวกับการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ จำนวน 281 เครื่อง ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มูลค่า 13 ล้านบาท ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564
ต่อมา นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผอ.ศูนย์เทคโนโลยี และบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญา รวมถึงผู้จัดการบริษัท กรรมการ และผู้เกี่ยวข้องรวมหลายราย และส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณาฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ฝ่ายอัยการ ได้แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนการไต่สวนมาให้ ป.ป.ช.รับทราบ
จากนั้น มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างฝ่ายอัยการ และฝ่าย ป.ป.ช. ขึ้นมาเพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ร่วมกัน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง จึงมีการคืนสำนวนกลับมาที่ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติให้ฟ้องคดีต่อศาลทุจริตฯเอง
และศาลอาญาทุจริตฯ ได้ยกฟ้องคดีดังกล่าว โดยระบุว่า นายเชาวนะ ไม่ได้มีความผิดฐานทุจริตในการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามการชี้มูลของ ป.ป.ช.
ขณะที่ความผิดทางวินัย ในช่วงเดือนสิงหาคม 2566 องค์กรกลางบริหารบุคคลสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (อ.ศร.) มีมติให้ นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกจากราชการ แต่ยังคงได้รับบำเหน็จบำนาญอยู่
ต่อมา นายเชาวนะ ได้ยื่นฟ้อง อ.ศร.ต่อศาลปกครองฯ ขอให้สั่งเพิกถอนคำสั่ง อ.ศร. ซึ่งศาลปกครองฯ ยกฟ้อง แสดงว่า คำสั่ง อ.ศร.ที่ให้ออกจากราชการยังคงอยู่ และชอบด้วยกฎหมาย
"เชาวนะ" ถือเป็นโมฆะบุรุษ หรือไม่
ด้าน นายนิพิษฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนักกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ถึงประเด็น "เชาวนะ" ถือเป็นโมฆะบุรุษ หรือไม่ และเราจะยึดอะไรเป็นหลัก เนื่องจากในทางคดีอาญา "เชาวนะ" ไม่มีความผิด แต่ในทางวินัย ต้นสังกัดให้ออกจากราชการ
โดย นายนิพิษฐ์ ระบุว่า คุณสมบัติการไปเป็นอนุกรรมการของ กกต. ตนคิดว่าไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม คุณสมบัติเหล่านี้ใช้สำหรับผู้ที่จะต้องดำรงตำแหน่ง เช่น เป็นนักการเมือง เป็นข้าราชการที่จะระบุคุณสมบัติเอาไว้ แต่การไปเป็นที่ปรึกษากฎหมาย หรือการไปวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เข้าไม่ได้ระบุคุณสมบัติ เพียงแต่ว่ามีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ในแง่ความถูกต้อง และความชอบธรรม
นายนิพิษฐ์ มองว่า บางครั้งคนที่เขาถูกออกจากราชการก็อาจจะกระทำผิดวินัยร้ายแรงเรื่องอื่น เช่น ไม่นั่งเมาสุราในที่ทำงานและเกิดความเสียหาย เล่นการพนัน ประพฤติชั่วร้ายแรง ก็ไล่ออกได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า การที่เขาไปนั่งเมาสุราในที่ทำงานแล้วเกิดความเสียหายมันจะผิดอาญา ต้องแยกความผิดวินัยกับความผิดอาญาออกจากกัน
ส่วนกรณีของ "เชาวนะ" พฤติการณ์อาจมองว่า ส่อไปไม่มีความเหมาะสมร้ายแรง ก็ให้ออกจากราชการได้
จะดูย้อนแย้งหรือไม่คำสั่งต้นสั่งไม่ฟ้อง แต่โทษทางวินัยให้ออกจากราชการ
นายนิพิษฐ์ กล่าวว่า ต้องแยกโทษอาญา กับโทษวินัยออกจากกัน ตนทำคดีอาญาทุจริตเยอะ และสู้คดีอาญาชนะมาเยอะ ศาลอาญาคดีทุจริตบอกว่าไม่ทุจริต และทางวินัยให้ออกก็มี ดังนั้นต้องแยกความผิดทางอาญา กับโทษทางวินัยออกจากกัน ถ้าเขาเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเขาก็ทำได้ แต่ว่าความเหมาะสมไม่มีเกณฑ์วัด
"แต่ถ้าผมเป็น กกต.ที่มีอำนาจ ผมไม่กล้าแต่งตั้งหรอก ไม่กล้าเสนอชื่อ "เชาวนะ" 100%" เพราะความไว้วางใจมันเกิดขึ้น แม้ตามระเบียบจะไม่ผิด แต่ต้องพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่?" นายนิพิษฐ์ อินทรสมบัติ กล่าว
สำหรับโทษทางวินัยของข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มี 5 สถาน ซึ่งแบ่งออกเป็นความผิดไม่ร้ายแรงและร้ายแรง
โทษทางวินัยไม่ร้ายแรง (ไม่ต้องออกจากราชการ)
- ภาคทัณฑ์ - ทำหนังสือทัณฑ์บนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษร
- ตัดเงินเดือน - ตัดเงินเดือนในอัตราร้อยละไม่เกินที่กฎหมายกำหนด
- ลดเงินเดือน - ลดขั้นเงินเดือนตามสัดส่วน
โทษทางวินัยอย่างร้ายแรง (ต้องออกจากราชการ)
- ปลดออก - ให้ออกจากราชการโดยยังคงมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนลาออก
- ไล่ออก - ให้ออกจากราชการโดยไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญใดๆ