เนชั่นทีวี

ข่าว

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?

14 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?

เปิดจุดหักเห "ปืนสวัสดิการ" ล้นประเทศกว่า 6.3 ล้านใบอนุญาต จากปืนราชการสู่เก็งกำไรตลาดมืด เจาะระเบียบผ่อนผัน 5 ปีโอนได้ ขยายโควตาจนปืนเกลื่อนเมือง

เปิดจุดหักเห "ปืนสวัสดิการ" ล้นประเทศกว่า 6.3 ล้านใบอนุญาต จากปืนราชการสู่เก็งกำไรตลาดมืด เจาะระเบียบผ่อนผัน 5 ปีโอนได้ ขยายโควตาจนปืนเกลื่อนเมือง

KEY

POINTS

  • ต้นตอปืนสวัสดิการบานปลาย: จากโครงการช่วยข้าราชการ สู่การปลดล็อกกฎเหล็กในปี 2552 ให้โอนเปลี่ยนมือได้ใน 5 ปี จนกลายเป็นช่องทางเก็งกำไรและทะลักสู่ตลาดมืด
  • ไทยครองอันดับ 1 ในอาเซียน: ข้อมูลวิจัยชี้ไทยมีอัตราครองปืนต่อประชากรสูงสุดในอาเซียนที่ 15.1 โดยมีใบอนุญาต ป.4 ถูกกฎหมายรวมกว่า 6.3 ล้านใบ
  • มหาดไทยแชมป์โควตา: กรมการปกครองเป็นศูนย์กลางจัดหาปืนสวัสดิการใหญ่ที่สุด ขยายสิทธิ์ครอบคลุมตั้งแต่ข้าราชการ ท้องถิ่น อส. ไปจนถึงพนักงานราชการและลูกจ้าง

14 สิงหาคม 2569 ต้นเหตุของภาวะ “ปืนเฟ้อ - ล้นประเทศ” จนใครต่อใครนำมาใช้ก่อเหตุรุนแรงได้ไม่เว้นแต่ละวัน นอกเหนือจากปัญหาปืนเถื่อน ซึ่งมีรวมๆ กว่า 4 ล้านกระบอกแล้ว

ยังมีปืนถูกกฎหมายที่เรียกว่า “ปืนสวัสดิการ” รวมอยู่ด้วย และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้มีอาวุธปืนซ่อนอยู่ตามบ้าน เคหสถาน รถยนต์ รวมไปถึงแหล่งจำนำ ตลาดปืนมือสอง และตลาดมืด 

จากปืนที่มีสถานะรับรองโดย “ราชการ” ไปๆ มาๆ กลายเป็น “ปืนโจร” ไปได้เหมือนกัน 

“เนชั่นออนไลน์” พาไปตรวจสอบย้อนหลังโครงการปืนสวัสดิการ ที่มีมานานกว่า 30 ปี แต่มีจุดหักเห ถูกฝ่ายการเมืองบางยุคบางสมัยออกคำสั่งผ่อนผัน คลายกฎเหล็กต่างๆ จนทำให้เกิดปัญหาบานปลายตามมา 

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?

มหาดไทยแชมป์โควตาปืนสวัสดิการ
โครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการในประเทศไทย เป็นกลไกทางภาครัฐที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการจัดหาอาวุธปืนไว้ใช้ป้องกันตัว ปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง 

ย้ำว่ารวมถึงการปฏิบัติภารกิจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บางหน่วย โดยเฉพาะตำรวจด้วย เพราะปืนของทางราชการไม่เพียงพอ หรือหากมีพอ ก็เก่าและชำรุด ทำให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องไปหาปืนสวัสดิการมาใช้ในราชการกันเอง และก็ถือโอกาสใช้นอกเวลาราชการ เพื่อความอุ่นใจในการดำเนินชีวิตด้วย 

โครงการปืนสวัสดิการในปัจจุบัน ขยายครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐหลายกระทรวง แต่แชมป์ 3 อันดับแรก ประกอบด้วย 

  1. กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง - จัดเป็นหน่วยงานหลักที่มีการจัดทำโครงการอาวุธปืนสวัสดิการมากที่สุด และมีปริมาณการจัดหาใหญ่ที่สุดในประเทศ มีให้เลือกทั้งปืนสั้นและปืนยาว 
  2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ - เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่จัดทำโครงการปืนสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการจัดหาอาวุธปืนพกสั้นประจำกายให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด โครงการมีหลายเฟส 
  3. กระทรวงกลาโหม ทั้งกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม - จัดทำโครงการอาวุธปืนสวัสดิการให้แก่กำลังพลของทหารและข้าราชการในสังกัด 

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?


ขยายสิทธิถึงลูกจ้าง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อส. 
สถานการณ์ปืนเริ่มบานปลายขยายตัว เมื่อกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้อนุมัติให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานอื่นๆ สามารถเข้าร่วมใช้สิทธิสั่งซื้ออาวุธปืนสวัสดิการของกรมการปกครองได้ด้วย ส่งผลให้ขอบเขตผู้มีสิทธิครอบคลุมแทบทุกส่วนราชการ ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทยเอง ครอบคลุม อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, อส., รัฐวิสาหกิจ, ทนายความ รวมไปถึง อส. ซึ่งเป็นอาสาสมัคร และกลุ่มสารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 
  • หน่วยงานอื่น แทบทุกกระทรวง โดยเฉพาะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมราชทัณฑ์ รวมไปถึงองค์กรอิสระทุกองค์กร โดยหน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้จัดทำโครงการเอง แต่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงานราชการของหน่วยงานตน สามารถไปใช้สิทธิจองโควตาซื้อปืนสวัสดิการจากโครงการของกรมการปกครองได้ 

**บางโครงการขยายลงไปถึงลูกจ้าง และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย 

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?

ทลายกฎเหล็กทุกข้อ - 5 ปีโอนได้ - เก็งกำไรสนุก!
การขยายตัวในลักษณะ “ก้าวกระโดด” ของโครงการปืนสวัสดิการ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2551–2554 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 

ในยุคดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติผ่อนผันระเบียบและเปลี่ยนเงื่อนไขทางกฎหมายสำคัญหลายประการ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ปริมาณอาวุธปืนสวัสดิการหลั่งไหลเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก 

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?

1.การผ่อนผันเงื่อนไข "ห้ามโอนภายใน 5 ปี”
เดิม ปืนสวัสดิการจะถูกสลักหลังใบอนุญาต ป.4 ไว้ว่า "ห้ามโอน เว้นแต่ตกทอดทางมรดก" เพื่อป้องกันมิให้นำอาวุธปืนสวัสดิการไปซื้อขายต่อในเชิงพาณิชย์ 

แต่เมื่อ มท.1 "ชวรัตน์" ออกคำสั่งผ่อนผันไปช่วงปี 2552 กระทรวงมหาดไทยก็ได้อนุมัติแก้ไขปรับปรุงเงื่อนไขดังกล่าวเป็น "ห้ามโอนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต" และให้มีผลย้อนหลังไปถึงผู้ที่เคยซื้ออาวุธปืนในโครงการก่อนหน้าด้วย

2. มีบันทึกของกรมการปกครอง

โดยสำนักการสอบสวนและนิติการ เมื่อปี 2552 ผ่อนผันคำสั่งกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2535 ซึ่งเกี่ยวกับการควบคุม “ปืนสวัสดิการ” ทั้งหมด เพื่อเปิดโครงการใหม่  

  • มี 2 โครงการ โควตารวม 100,000 กระบอก (โครงการละ 50,000 กระบอก)
  • แบ่งเป็นโควตาเฉพาะของมหาดไทย และรัฐวิสาหกิจในสังกัด 50,000 กระบอก และโควตาสำหรับบุคลากรกระทรวงอื่น และองค์กรอิสระ อีก 50,000 กระบอก 
  • เปิดช่องให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมโครงการได้ 
  • ขยายใบอนุญาตค้าปืน จากเดิมร้านปืนแต่ละแห่งมีได้ 5 ใบอนุญาต แต่ละใบอนุญาตกำหนดให้ค้าปืนยาวได้ไม่เกิน 50 กระบอก ปืนสั้นไม่เกิน 30 กระบอกต่อใบอนุญาต โดยเพิ่มทั้งจำนวนใบอนุญาต และจำนวนปืนที่ซื้อขายได้ 


ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?

รัฐคือพ่อค้าปืน นำเข้าเอง-ขายเอง-อนุญาตเอง!
คำสั่งผ่อนผันดังกล่าว ทำให้ตลาดปืนในประเทศไทย ซึ่งได้รับผลโดยตรงจากโครงการปืนสวัสดิการ มีสภาพยิ่งกว่า “ค้าปืนเสรี” ด้วยเหตุผลคือ 

  • เปิดให้สั่งจองล่วงหน้า
  • ยืดหยุ่นกรอบเวลารับปืน 
  • ซื้อด้วยเงินสดก็ได้ ผ่อนหรือหักเงินเดือนก็ได้ 
  • จำกัดสิทธิการจองต่อ 1 โครงการก็จริง (เช่น ปืนสั้น 1 กระบอก ปืนยาว 1 กระบอก) แต่ไม่ได้จำกัดสิทธิโครงการต่อไป หรือของหน่วยงานอื่น
  • ผู้ซื้อขอใบ ป.3 ได้ที่อำเภอ โดยนายทะเบียนท้องที่ คือ นายอำเภอ ซึ่งเป็นข้าราชการกรมการปกครอง เจ้าของโครงการปืนสวัสดิการอยู่แล้ว ทำให้การขอจึงง่ายมาก 

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?


**ดูโบรชัวร์ => เลือกรุ่น => ขอหนังสือรับรองจากต้นสังกัด => ไปทำเรื่องขอที่อำเภอ => ได้ใบ ป.3 ส่งให้หน่วยเจ้าของโครงการเพื่อสั่งซื้อ => รอรับปืน 

  • กระบวนการจัดซื้อถูกออกแบบให้มีความสะดวกและมีอุปสรรคน้อยมาก เมื่อเทียบกับการซื้อปืนจากร้านค้าปกติ

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?

การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทั้งหมดนี้ ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้ออาวุธปืนของบรรดาข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะมองว่าปืนสวัสดิการไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน หรือมีไว้เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตน แต่ปืนกลายเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรที่มีสภาพคล่องสูง เนื่องจากราคาปืนสวัสดิการต่ำกว่าราคาปืนร้านค้าทั่วไปประมาณ 30% ถึง 50% เพราะนำเข้าโดยยกเว้นภาษี (นำเข้าโดยรัฐ) 

หนำซ้ำเมื่อถือครองครบกำหนด 5 ปีตามกฎหมาย ผู้ซื้อสามารถโอนเปลี่ยนมือให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ในราคาตลาดปกติ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการจองซื้อปืนสวัสดิการเพื่อนำไปขายต่อเก็งกำไรในตลาดเสรี บางรายโอนลอยทันทีตั้งแต่วันรับปืน ยังไม่ได้เริ่มผ่อนเลยด้วยซ้ำ 

ใบอนุญาตร้านปืนพุ่ง 50% ยิ่งกว่าเมืองคาวบอย!
อีกหนึ่งเรื่องที่ผ่อนผันโดยระดับนโยบายของกระทรวงมหาดไทย และทำให้เกิดภาวะ “ปืนเฟ้อ” ตามมา ก็คือ การผ่อนผันใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน หรือ ใบ ป.5 ทำให้ใบอนุญาตชนิดนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุคของ มท.1 ที่ชื่อ "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" 

แต่เดิม กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งที่ 109/2535 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 จำกัดจำนวนร้านค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน โดยไม่ให้มีการออกใบอนุญาตเพิ่ม ส่งผลให้จำนวนใบอนุญาต ป.5 ทั่วประเทศคงที่อยู่ที่ 335 ใบ มาอย่างยาวนาน

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552 กระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายชวรัตน์ ได้ออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 289/2552 ยกเลิกคำสั่งที่ 109/2535 เพื่อเปิดทางให้สามารถพิจารณาอนุมัติออกใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง

ส่งผลให้สถิติใบอนุญาต ป.5 พุ่งสูงขึ้นถึงราวๆ 50% จากเดิม 335 ใบ เป็น 502 ใบ ถึงขั้นฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา กล่าวหาและตั้งข้อสงสัยว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์จากการขยายใบอนุญาต ป.5 หรือไม่ ขณะที่ นายชวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ชี้แจงทำนองว่า เพื่อลดการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขัน

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?

ไทยแชมป์อาเซียน “ปืนเกลื่อน” 
จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณอาวุธปืนมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน อ้างอิงจากรายงานวิจัยขององค์กร Small Arms Survey ซึ่งสำรวจข้อมูลเมื่อปี ค.ศ.2017 ปรากฏว่า ประเทศไทยครองอันดับที่ 1 ในอาเซียน ทั้งในแง่จำนวนอาวุธปืนที่ครอบครองโดยภาคประชาชนรวม และอัตราส่วนการครอบครองต่อประชากร 

  • ไทย 15.1
  • กัมพูชา 4.5
  • ฟิลิปปินส์ 3.6
  • ลาว 3.0
  • เมียนมา 1.6
  • เวียดนาม 1.6
  • บรูไน 1.4
  • มาเลเซีย 0.7
  • สิงคโปร์ 0.3


มหาดไทยอัปเดตสถิติ ใบ ป.4 ล่าสุด
สำหรับตัวเลขอัปเดตจำนวนปืนในประเทศไทย เฉพาะปืนที่ถูกกฎหมาย มีใบอนุญาต ป.4 ซึ่งเป็นข้อมูลจากนายทะเบียนปืน กระทรวงมหาดไทย อย่างเป็นทางการล่าสุด 

ใบอนุญาต ป.4 รวม 6.3 ล้านใบอนุญาต แยกเป็น 

  • ปืนยาว 2.2 ล้านใบอนุญาต
  • ปืนสั้น 3.9 ล้านใบอนุญาต

จำนวนคนที่ได้รับอนุญาต 
2.47 ล้านคน หรือ 3.75 คนต่อ 100 ประชากร (ที่ครอบครองปืน) เพราะ 1 คน อาจมีหลายใบอนุญาต

ผ่าปืนสวัสดิการบานล้นประเทศ ต้นตอรอยรั่วทะลักสู่ตลาดมืด เพราะใคร?

ข่าวล่าสุด