ฮาลันด์ ซัดเบิ้ลพา นอร์เวย์ ช็อกโลกดับ บราซิล 2-1 ลิ่ว 8 ทีม
06 ก.ค. 2569 | apirak_pra

เออร์ลิง ฮาลันด์ เหมาสองประตูพานอร์เวย์พลิกล็อกโค่นบราซิล 2-1 ลิ่ว 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 หนแรกในประวัติศาสตร์ ด้านเนย์มาร์น้ำตาตกประกาศอำลาทัพแซมบ้า
ข่าว
06 ก.ค. 2569 | apirak_pra

เออร์ลิง ฮาลันด์ เหมาสองประตูพานอร์เวย์พลิกล็อกโค่นบราซิล 2-1 ลิ่ว 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 หนแรกในประวัติศาสตร์ ด้านเนย์มาร์น้ำตาตกประกาศอำลาทัพแซมบ้า
KEY
POINTS
ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เกิดการพลิกล็อกครั้งใหญ่ในทัวร์นาเมนต์ ณ สนามเมตไลฟ์ สเตเดียม รัฐนิวเจอร์ซีย์ ท่ามกลางยอดผู้ชมทะลักความจุ 80,663 คน เมื่อ "ไวกิ้ง" ทีมชาตินอร์เวย์ ยอดทีมจากยุโรป สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ล้มยักษ์ใหญ่ "แซมบ้า" ทีมชาติบราซิล แชมป์โลก 5 สมัย ไปอย่างสุดระทึก 2-1 ส่งผลให้นอร์เวย์ทะยานผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกประเภททีมชาย ยุติเส้นทางลุ้นแชมป์ของบราซิลลงอย่างช็อกโลก และกลายเป็นค่ำคืนประวัติศาสตร์ที่แฟนบอลไวกิ้งจะจดจำไปตลอดกาล
เกมในช่วงครึ่งแรก บราซิลเป็นฝ่ายครองเกมบุกเข้าใส่และมาได้จุดโทษตั้งแต่นาทีที่ 14 จากจังหวะฟาวล์ในเขตโทษ ทว่า บรูโน่ กิมาไรส์ กลับยิงไปติดเซฟของ ออร์ยาน นีลันด์ นายทวารจอมเก๋าวัย 35 ปีของนอร์เวย์ที่พุ่งปัดไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้กิมาไรส์กลายเป็นนักเตะบราซิลคนแรกในรอบ 40 ปีนับตั้งแต่ ซิโก้ เมื่อปี 1986 ที่ยิงจุดโทษพลาดในเวลาปกติของฟุตบอลโลก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในครึ่งหลังเมื่อ สตาเล่ โซลบัคเคน กุนซือนอร์เวย์ แก้เกมส่ง อันเดรียส เชลเดรุป ลงสนามมาเป็นซูเปอร์ซับขับเคลื่อนเกมรุกร่วมกับ ออสการ์ บ็อบบ์ โดยเชลเดรุปแผลงฤทธิ์ทำทางครอสบอลอย่างแม่นยำให้ เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวยิงร่างยักษ์โหม่งพังประตูออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 79 ก่อนที่อีกไม่กี่นาทีต่อมา ฮาลันด์ จะมาซัดลอดขา ดานีโล่ เป็นประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้นัดนี้ ขยับสกอร์สะสมเพิ่มเป็น 7 ประตูในทัวร์นาเมนต์ ขึ้นแท่นรั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดลุ้นรางวัลรองเท้าทองคำร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี่ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ทันที
ในช่วงท้ายเกมและช่วงทดเวลาบาดเจ็บ บราซิลโหมบุกหนักหวังทวงประตูคืนและมาได้จุดโทษกู้หน้าในช่วงนาทีบาป ซึ่ง เนย์มาร์ ซุปตาร์หมายเลขหนึ่งรับหน้าที่สังหารเข้าไปให้ทีมไล่มาเป็น 1-2 ทว่าก็สายเกินไป จบเกมบราซิลต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านแบบช็อกแฟนบอลทั่วโลก ปิดฉากสถิติการทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกติดต่อกันยาวนาน 8 สมัยซ้อนนับตั้งแต่ปี 1990 และยืดสถิติสุดช้ำปราชัยต่อทีมจากยุโรปในรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกเป็นหนที่ 7 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เกมนัดชิงชนะเลิศปี 2002
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความเสียหายทางจิตวิทยาต่อทัพแซมบ้าอย่างรุนแรง คาร์โล อันเชล็อตติ เทรนเนอร์บราซิลโดนวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการเลือกผู้เล่นยิงจุดโทษแทนที่จะเป็น วินิซิอุส จูเนียร์ ขณะที่ มาร์กินโญส ปราการหลังกัปตันทีมออกมายอมรับความพ่ายแพ้ว่า ทีมใช้โอกาสเปลืองและผิดพลาดเองในทัวร์นาเมนต์ระดับโลกที่วัดกันด้วยรายละเอียดเม็ดเดียว
หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาว คลื่นมหาชนฝั่งนอร์เวย์ร่วมฉลองกันอย่างบ้าคลั่งโดยมี เออร์ลิง ฮาลันด์ เป็นแกนนำตีกลองนำเชียร์ท่าเต้นไวกิ้ง (Viking Row) ทั่วทั้งสนาม เมตไลฟ์ สเตเดียม ซึ่งฮาลันด์ให้สัมภาษณ์หลังเกมด้วยความสะใจว่า นี่คือหนึ่งในวันบ้าคลั่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติของนอร์เวย์
ในทางตรงกันข้าม ฝั่งบราซิลต้องเผชิญกับจุดสิ้นสุดของยุคสมัยเมื่อ เนย์มาร์ กองหน้าตัวเก่งวัย 34 ปี เดินออกจากสนามด้วยคราบน้ำตาและเปิดเผยต่อหน้าสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการว่า ชัยชนะนัดนี้คือเกมนัดสุดท้ายของเขากับทีมชาติบราซิล ยุติบทบาทการรับใช้ชาติยาวนานอย่างเป็นทางการ
สำหรับโปรแกรมรอบต่อไป นอร์เวย์จะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปรอพบผู้ชนะระหว่าง ทีมชาติเม็กซิโก หรือ ทีมชาติอังกฤษ ในวันเสาร์หน้า ณ เมืองไมอามี ต่อไป