2. ในการเลือกตั้ง สส. ปี 2566 มีประชาชนไปใช้สิทธิทั่วประเทศสูงถึง 40 กว่าล้านคน กกต. ตั้งงบสนับสนุนให้หน่วยงานภายนอกเพียงแค่ 1.3 ล้านบาทเท่านั้น
พอมาเป็นการเลือก สว. ปี 2567 ซึ่งเป็นระบบปิด มีผู้สมัครจริงเพียง 48,117 คน แถมในรอบสุดท้ายก็จัดรวมกัน ณ ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพียงแห่งเดียว กกต. กลับอนุมัติเบิกจ่ายงบสนับสนุนสูงทะลุถึง 203 ล้านบาทเศษ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 100 เท่าตัว
แต่ผลลัพธ์กลับสวนทาง เพราะเสียงครหาเรื่องการทุจริต โพยฮั้ว และการโกงเลือกตั้งดังระงมเต็มบ้านเต็มเมือง โดยที่ระบบราคาแพงเหล่านี้ไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติอะไรได้เลย ซึ่ง สตง. พบว่าเงินจำนวน 203.37 ล้านบาทที่จ่ายให้หน่วยงานสนับสนุนภารกิจ มีความผิดปกติเชิงพฤติการณ์หน้างาน ดังนี้
(2.1) ระบบสื่อสารราคาแพง 143 ล้านบาท กกต. อนุมัติจ่ายงบจัดตั้งระบบสื่อสารอัจฉริยะสูงถึง 143.24 ล้านบาท แต่ในวันเลือกตั้งระดับประเทศ ระบบราคาแพงนี้กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการสืบทราบ ป้องกัน หรือแจ้งเตือนคณะกรรมการเมื่อเกิดพฤติกรรมการลงคะแนนที่เป็นรูปแบบเลขชุดซ้ำ ๆ วนเวียนหน้างาน ปล่อยให้คนในโพยจัดตั้งไหลเข้าสภาได้สูงถึง 138 คนจาก 140 คนอย่างแม่นยำ
(2.2) งบกระทรวงมหาดไทย 35.26 ล้านบาท ข้อมูลฝ่ายสืบสวนกลับถูกปฏิเสธการเข้าถึงฐานข้อมูลดิบ และโปรแกรมจัดเก็บ โดยมีการอ้างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ส่งมอบเพียงไฟล์ภาพสแกนใบสมัคร ที่ไม่สามารถประมวลผลคำนวณเชิงลึกได้ ทำให้ผลงานที่ออกมาไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีประชาชน 35.26 ล้านบาท ที่ตั้งใจใช้สนับสนุนการตรวจสอบให้ได้มาซึ่ง สว. จากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่หลากหลายตามกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนในสังคม
(2.3) การจัดทำรายงานผลสัมฤทธิ์เท็จเพื่อลวงตา ร้ายแรงที่สุด สตง. ตรวจพบในหน้า 27-28 ว่า สำนักงาน กกต. บิดเบือนรายงานผลสัมฤทธิ์ประจำปี โดยจงใจเลือกใช้กลุ่มตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหน้างานของตนเองจำนวน 1,050 คน มาเป็นผู้ประเมินและให้คะแนนความโปร่งใสแก่ตัวเอง เพื่อเคลมตัวเลขสร้างภาพสูงถึงร้อยละ 89.58 แทนที่จะวัดผลจากกลุ่มผู้สมัครหรือประชาชนโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกปิดความจริงที่ว่ากระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้ เต็มไปด้วยความผิดปกติ
(2.4) การขานคะแนนแต่ละรอบการเลือก สว. ระดับประเทศ สามารถบันทึกข้อมูลหมายเลขและคะแนนที่ปรากฏเก็บเป็นฐานข้อมูล สำหรับการประมวลผลและวิเคราะห์ในด้านต่าง ๆ หรือแม้แต่การวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ (Real-Time) ก็สามารถทำได้ เหตุใดจึงไม่ดำเนินการ แต่กลับใช้วิธีจดด้วยปากกาบนกระดาษแบบเมื่อ 50-60 ปีที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ กกต. ไม่มีฐานข้อมูลสำหรับการทำงานของตนเอง ต้องให้คนอื่นช่วยหายใจ
3. ในด้านโครงสร้างของขบวนการ ตรวจพบว่า มีลักษณะการทำงานแบบปิดลับแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะองค์กรอาชญากรรม มีกลุ่มการเมืองร่วมวางแผนและจัดสรรงบประมาณ มีการจัดหาผู้สมัครระดับพื้นที่ กลุ่มติวเตอร์ทำโพย ยึดโทรศัพท์มือถือและกักตัวผู้สมัคร ณ โรงแรมยุทธศาสตร์ เพื่อซักซ้อมโพยล็อกโหวต โดยมีการให้ค่าตอบแทนโหวตเตอร์
พลีชีพไล่ระดับตั้งแต่อำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ เพื่อเข้าไปลงคะแนนตามโพยโดยไม่เลือกตัวเอง
พฤติการณ์นี้ส่งผลให้ผลการเลือกตั้งระดับประเทศตรงกับหมายเลขในโพยฮั้วแบบ 100% ขบวนการจัดตั้งสามารถกวาดเก้าอี้ สว. เข้าสภาได้ถึง 138 คน และบัญชีสำรองอีก 2 คน จากโพยล็อกโหวตทั้งหมด 140 คน ผูกขาดอำนาจนิติบัญญัติอย่างเบ็ดเสร็จ
4. เมื่อพิจารณาข้อกฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจเด็ดขาดสูงสุดแก่ กกต. ในการสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข หรือยกเลิกการเลือกตั้งและสั่งนับคะแนนใหม่ได้ทันทีหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
แต่ข้อเท็จจริงในวันเลือกตั้งระดับประเทศ ณ ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดแจ้งเบาะแสขบวนการจดโพยลงในสมุด สว.3 ตั้งแต่เวลา 08.29 น. และในเวลาต่อมามีกลุ่มผู้สมัครเข้ายื่นหลักฐานคาตาว่า บัตรลงคะแนนมีการขานหมายเลขวนเวียน เป็นแพตเทิร์นชุดตัวเลขเดียวกันซ้ำ ๆ อย่างผิดธรรมชาติ ต่อผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับประเทศ ณ ห้องอำนวยการ เพื่อร้องขอให้ใช้อำนาจสั่งระงับเหตุและนับคะแนนใหม่
แต่ผู้บริหารระดับสูงกลับปฏิเสธที่จะใช้อำนาจเด็ดขาดซึ่งหน้า โดยอ้างว่ากำลังยุ่งอยู่กับการตีความกฎหมาย แล้วผลักภาระให้ผู้สมัครไปเขียนคำร้องคัดค้านในวันถัดไปแทน ปล่อยให้ขบวนการทำการนับคะแนนและประกาศผลตามแบบ สว.ป.41 จนเสร็จสิ้นกระบวนการ ล่าสุด คณะสืบสวนและไต่สวนฯ คณะที่ 26 ของ กกต. ได้มีมติชี้มูลความผิดย้อนหลังและแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ร่วมขบวนการและกลุ่มการเมืองผู้สนับสนุนรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 400 คน ซึ่งปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณามีมติของคณะกรรมการ กกต.
5. เมื่อเจาะลึกงบแสดงฐานะการเงินสิ้นปี 2567 ของ กกต. ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 หลังจากภารกิจเลือก สว. เสร็จสิ้นไปแล้วเกือบ 3 เดือน ยิ่งพบหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์การเงินที่มัดตัว ระบบการควบคุมภายในที่ล้มเหลวและส่อพิรุธรุนแรงเพิ่มเติม ประกอบด้วย
(5.1) ภาวะซอฟต์แวร์ร้างและสินทรัพย์ด้อยค่า จากการที่ กกต. ลงทุนเพิ่มระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระหว่างปีอีก 13.72 ล้านบาท แต่ระบบราคาแพงนี้กลับล้มเหลวในการตรวจจับโพยฮั้วหน้างาน ในทางบัญชีจึงถือเป็นภาวะสินทรัพย์ด้อยค่าที่ผลาญเงินแผ่นดินโดยไม่ได้ประโยชน์จริง
(5.2) บัญชีเจ้าหนี้เงินรับฝาก พุ่งผิดปกติจากเดิมที่มีเพียงแค่ 6 แสนบาทในปีก่อน มาค้างคาในระบบสูงถึง 45.23 ล้านบาท ส่อพิรุธรุนแรงว่าเป็นงบจัดตั้งหรือค่าตอบแทนระดับพื้นที่ที่ไม่โปร่งใส จนติดปัญหาข้อกฎหมายและไม่สามารถจ่ายออกไปได้จริง
(5.3) ยอดลูกหนี้เงินยืม หรือเงินทดรองราชการ พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 195 โดยพบเงินหลวงที่ถูกยืมไปจัดเลือก สว. เกินกำหนดเวลาส่งคืนกว่า 15 วัน ค้างเติ่งอยู่ในระบบสูงถึง 5.74 ล้านบาท สะท้อนพฤติการณ์ดึงเงินไปใช้แต่ไม่ยอมส่งใบเสร็จมาเคลียร์หนี้ตามงวดเวลา
คณะกรรมการ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ
กาลเวลาอีกไม่นานจะเป็นบททดสอบคณะกรรมการ กกต. ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตามเจตนารมณ์ขององค์กรอิสระหรือไม่เพียงใด!