เนชั่นทีวี

ข่าว

“ทวี” เดือดกลางสภา จี้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ มัดมือชกรัฐบาลกู้เงิน

12 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

“ทวี” เดือดกลางสภา จี้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ มัดมือชกรัฐบาลกู้เงิน

“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” อภิปรายเดือดกลางสภา ซัดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มรดก คสช. ล้มเหลว สับเป็นกลไกยึดอำนาจฝังรัฐธรรมนูญ ล็อกงบประมาณจนคลังวิกฤต บีบรัฐบาลกู้หนี้ 4 ล้านล้าน

“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” อภิปรายเดือดกลางสภา ซัดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มรดก คสช. ล้มเหลว สับเป็นกลไกยึดอำนาจฝังรัฐธรรมนูญ ล็อกงบประมาณจนคลังวิกฤต บีบรัฐบาลกู้หนี้ 4 ล้านล้าน

KEY

POINTS

  • มรดกล็อกอนาคต: พ.ต.อ.ทวี ชี้ว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นกลไกยึดอำนาจผ่านกฎหมาย (มาตรา 142 และ 162) ที่บีบให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งและข้าราชการ ต้องปฏิบัติตามแผนเก่า ที่ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

     
  • ผลงานสอบตกแต่เพิ่มงบ: เปิดตัวเลขสภาพัฒน์ฯ ปี 2567 โครงการบรรลุเป้าหมายแค่ร้อยละ 8 แต่ปี 2568 กลับดันทุรังเพิ่มอีกกว่า 20,000 โครงการ จนรายจ่ายทะลุ 4 ล้านล้านบาท แต่รายรับมีเพียง 2.78 ล้านล้านบาท บีบประเทศต้องกู้เงินเพิ่ม

     
  • ข้อเสนอปลดล็อก: เสนอให้ใช้โอกาสในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แก้ไขเยียวยามาตราเจ้าปัญหา โดยเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นเพียงแนวทางกว้างๆ ที่ยืดหยุ่นได้ในระดับปฏิบัติการ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

12 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ลุกขึ้นอภิปรายถล่ม ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ชี้เป็นมรดก คสช. ที่ทำหน้าที่ ยึดอำนาจ ผ่านกฎหมาย เพื่อควบคุมและมัดมือชก รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เผยผลประเมินจากสภาพัฒน์ฯ พบโครงการปี 2567 สอบตกเกือบทั้งหมด แต่กลับมีการเพิ่มโครงการในปีถัดไปจนส่งผลกระทบต่อ งบประมาณปี2568 เสี่ยงทำระบบการคลังพังยับ จึงแนะให้ใช้โอกาสการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปลดล็อกประเทศจากพิมพ์เขียวเก่าที่ไม่ทันโลกยุค AI 


กลายเป็นประเด็นร้อนกลางสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ลุกขึ้นอภิปรายทุบโต๊ะกลางสภาฯ ชำแหละโครงสร้าง "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี" มรดกทางกฎหมายจากยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยระบุว่านี่คือกลไก "ยึดอำนาจโดยสถาบัน" ที่ฝังตัวอยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อมัดมือชกและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมทั้งเปิดตัวเลขผลงาน 9 ปีชี้ชัดว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชาติ

 

พ.ต.อ.ทวี ได้นำรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) มาเปิดเผยถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผลลัพธ์ย้อนแย้งกับงบประมาณที่สูญเสียไปอย่างสิ้นเชิง


ปีงบประมาณ 2567 มีโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติสูงถึง 223,005 โครงการ แต่เมื่อประเมินตามแผนระดับ 2 พบว่า บรรลุเป้าหมายเพียง 3 แผน ขณะที่อีก 37 แผน "ไม่บรรลุเป้าหมาย" คิดเป็นสัดส่วนความสำเร็จเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น


ปีงบประมาณ 2568 แทนที่จะมีการปรับลดหรือทบทวน แต่อัตราการตั้งโครงการกลับเพิ่มขึ้นอีกกว่า 20,000 โครงการ รวมเป็น 240,000 โครงการ โดยมีแผนที่บรรลุเป้าหมายเพิ่มขึ้นมาเป็น 6 แผน หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ซึ่งยังมีคำถามสำคัญว่า อีกกว่า 20,000 โครงการที่เพิ่มขึ้นมานั้น มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่

 

"ความยากจนเพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ทุกอย่างเพิ่มขึ้นหมดเลย แล้ววันนี้เราจะโทษอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ก็ต้องอยู่ภายใต้การยึดอำนาจโดยยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นการคิดของคนในอดีต แต่ล็อกให้คนในอนาคตต้องเดินตาม" พ.ต.อ.ทวี ระบุ 

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชาติ

จากการตรวจสอบกลไกทางกฎหมาย พ.ต.อ.ทวี ชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้เป็นเพียงแผนงานแนะนำทั่วไป แต่มีสถานะเป็น "กฎหมายบังคับ" ที่ถูกฝังไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เพื่อควบคุมอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติผ่าน 2 มาตราสำคัญ 


มาตรา 142 (ควบคุมเงินแผ่นดิน) บัญญัติว่า การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ


มาตรา 162 (ควบคุมการบริหาร) บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องแถลงนโยบายและบริหารราชการแผ่นดินให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ


พ.ต.อ.ทวี อภิปรายเปรียบเทียบว่า กลไกนี้ทำให้ข้าราชการระดับสูง เช่น เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ต่อให้มีความสามารถแค่ไหน ก็ไม่สามารถบริหารนอกกรอบได้ เพราะหากขยับออกนอกยุทธศาสตร์ชาติก็จะมีความผิดทางกฎหมายทันที ซึ่งนี่คือลักษณะของการเอาโครงสร้างสถาบันและกฎหมายมา "กดทับ" และยึดอำนาจในอนาคตแทนการใช้กำลังทหารเหมือนในปี 2557


ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ ผลกระทบของการ "ล็อกสเปกงบประมาณ" เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ จนนำไปสู่สภาวะเสี่ยงทางการคลัง โดย พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยตัวเลขรายงานของกระทรวงการคลังในปี 2568 พบความผิดปกติอย่างรุนแรง รายรับสุทธิประเมินไว้ที่ประมาณ 2.78 ล้านล้านบาท รายจ่ายประจำปีตั้งไว้สูงถึง 4 ล้านล้านบาท


สูตรคำนวณเปรียบเทียบเชิงประชดประชัน หากเปรียบเป็นครัวเรือนหนึ่งที่มีรายได้เดือนละ 28,000 บาท แต่กลับถูกบังคับให้ต้องใช้จ่ายถึงเดือนละ 40,000 บาท ส่วนต่างที่เหลืออีก 12,000 บาท ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก "ต้องไปกู้มา"

 

"นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่า ยุทธศาสตร์ชาติ คือทรราชกับอนาคต เพราะมันบีบให้ประเทศต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาทำโครงการที่ไม่ได้ตอบโจทย์ปัจจุบัน เพียงเพื่อให้มันสอดคล้องกับแผนที่คนกลุ่มหนึ่งคิดไว้เมื่อหลายปีก่อน"

 

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยังได้ตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผล ของการลากเส้นแผนงานยาวนานถึง 20 ปี (เริ่มปี 2561) โดยชี้ให้เห็นว่า คณะผู้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติในอดีต ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่นิยมระบอบอำนาจนิยมและมองข้ามคุณค่าของประชาธิปไตย ไม่มีความรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกตอนคิดแผนปี 2561 รู้ไหมว่าจะเกิดวิกฤตโควิด-19 คาดการณ์หรือไม่ว่าจะเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เปลี่ยนโครงสร้างพลังงานโลก ประเมินความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ณ วันนี้ได้หรือไม่ เคยคิดไหมว่าจะมีเทคโนโลยี AI เข้ามาดิสรัปชันโลกขนาดนี้

 

เมื่อโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่กฎหมายยังบังคับให้รัฐบาลต้องเดินตามพิมพ์เขียวเก่า ยุทธศาสตร์ชาติจึงกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตในการพัฒนาประเทศ

 

ในช่วงท้าย พ.ต.อ.ทวี ได้ส่งสัญญาณไปถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสังคมว่า ในเมื่อประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว สิ่งสำคัญคือการทบทวนมาตราที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ควรปล่อยให้ยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ "ยึดอำนาจแทนบุคคลตลอดไป" หากจะมี ควรกำหนดไว้กว้างๆ ในรัฐธรรมนูญแล้วปล่อยให้แปรสภาพไปอยู่ในแผนระดับปฏิบัติการที่ยืดหยุ่นได้ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนรัก หวงแหน และสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี และสติปัญญาของมนุษย์ทุกคนได้อย่างแท้จริง 

 

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชาติ