โพลพระปกเกล้าชี้ ประชาชนจี้ฟันทุจริตสอบท้องถิ่น-จัดสอบใหม่
07 ส.ค. 2569 | titayu_pur

สถาบันพระปกเกล้าเปิด KPI Poll ผลสำรวจชี้ประชาชนหวั่นทุจริตสอบราชการท้องถิ่นกระทบความเชื่อมั่นระบบราชการ หนุนยกเลิกผลสอบแล้วจัดสอบใหม่พร้อมลงโทษคนโกงเด็ดขาด
ข่าว
07 ส.ค. 2569 | titayu_pur

สถาบันพระปกเกล้าเปิด KPI Poll ผลสำรวจชี้ประชาชนหวั่นทุจริตสอบราชการท้องถิ่นกระทบความเชื่อมั่นระบบราชการ หนุนยกเลิกผลสอบแล้วจัดสอบใหม่พร้อมลงโทษคนโกงเด็ดขาด
KEY
POINTS
7 สิงหาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 32 (25-28 ก.ค. 2569) จากประชาชน 2,000 ตัวอย่างทั่วประเทศ เผยผลกระทบจากข่าว ทุจริตสอบท้องถิ่น ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบราชการไทยสูงถึง 65.8% พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งสร้างความชัดเจนใน ระบบสอบราชการ โดยด่วน ด้วยการลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และเสนอให้ จัดสอบใหม่ เพื่อฟื้นฟูความเป็นธรรมและความโปร่งใสให้แก่ผู้เข้าสอบทั่วประเทศ
สถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “เสียงประชาชนต่อประเด็นที่ควรเร่งสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นในระบบสอบราชการ” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 32 ที่สถาบันฯ ได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-28 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
• 29.4% เห็นว่า “ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และปากท้องของประชาชน” ควรได้รับการติดตามและเร่งสร้างความชัดเจนต่อสาธารณะมากที่สุด
• รองลงมา 28.1% การทุจริตการสอบเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, 23.0% การวินิจฉัยคดีฮั้ว ส.ว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง, 10.8% คดีการถือครองที่ดินเขากระโดงของนักการเมือง, 5.1% การคัดกรองและทบทวนสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ และ 3.6% การวินิจฉัยประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งกับความลับในการลงคะแนนของศาลรัฐธรรมนูญ
➡ สะท้อนว่า สังคมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่กระทบต่อชีวิตโดยตรง อีกด้านหนึ่งคือความกังวลต่อความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความน่าเชื่อถือของกลไกรัฐ ประชาชนจึงไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนว่า หน่วยงานรัฐกำลังตรวจสอบข้อสงสัยต่าง ๆ อย่างไร ในประเด็นที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
• 65.8% ระบุ ข่าวเกี่ยวกับความผิดปกติในการสอบเข้ารับราชการส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการโดยรวมในระดับมาก สูงสุด รองลงมา 23.8% ระบุว่าส่งผลพอสมควร, 5.2% เห็นว่า ส่งผลเพียงเล็กน้อย, 2.4% เห็นว่าไม่ส่งผลเลย และ 2.8% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น
➡ สะท้อนปรากฏการณ์ที่ความไม่ไว้วางใจอาจขยายตัวจากเหตุการณ์เฉพาะไปสู่ความเชื่อมั่นต่อระบบโดยรวม เพราะการสอบเข้ารับราชการถูกมองว่าเป็นประตูด่านแรกของระบบคุณธรรม หากกระบวนการนี้ถูกตั้งคำถาม ประชาชนย่อมไม่ได้สงสัยเฉพาะความถูกต้องของผลสอบ แต่ยังอาจตั้งคำถามต่อไปว่า ระบบราชการคัดเลือกคนด้วยความสามารถและความเป็นธรรมจริงหรือไม่
• 32.9% เห็นว่า ควรยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่ เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน รองลงมา 19.0% ระบุ ควรยกเลิกผลสอบและจัดสอบใหม่เฉพาะพื้นที่หรือตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ เมื่อรวมสองแนวทางนี้ พบว่า 51.9% เห็นควรให้มีการจัดสอบใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน
• รายภูมิภาค: “ยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่” เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งใน 5 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (57.6%) ภาคกลาง (36.4%) ภาคใต้ (35.4%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (31.4%) และภาคตะวันออก (30.3%) ขณะที่ภาคเหนือ เห็นว่า ควรยกเลิกผลการสอบและจัดสอบใหม่เฉพาะพื้นที่หรือตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ สูงสุด (34.9%) ส่วนแนวทางรองลงมาแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
➡ ประชาชนให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นต่อระบบสอบ โดยมองว่าการจัดสอบใหม่เป็นทางออกหลักเมื่อความผิดปกติกระทบผู้เข้าสอบในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างภูมิภาคชี้ว่า การตัดสินใจควรพิจารณาขอบเขตของปัญหาจากหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อให้มาตรการมีความเหมาะสมและไม่กระทบสิทธิของผู้เข้าสอบที่สุจริตเกินความจำเป็น
• 36.0% เห็นว่า ควรเร่งลงโทษอย่างจริงจังทั้งผู้เรียกรับเงิน นายหน้า และผู้จ่ายเงิน รองลงมา 19.2% ต้องการให้หน่วยงานกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดสอบ 13.4% ต้องการใช้ระบบดิจิทัลบันทึกคะแนนทุกขั้นตอนและตรวจสอบย้อนหลังได้ และ 9.9% ต้องการให้เปิดเผยคะแนนและข้อมูลการสอบแก่ผู้เข้าสอบ ส่วน 7.9% ต้องการให้หน่วยงานอิสระสุ่มตรวจข้อสอบและผลคะแนน 5.0% ต้องการให้กรรมการและผู้จัดสอบเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน 3.7% ต้องการเพิ่มช่องทางร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และ 4.9% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น
➡ ประชาชนอาจไม่ได้มองปัญหาการทุจริตในการสอบว่าเกิดจากช่องโหว่ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองว่าเกิดจากการขาดความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องและการบังคับใช้กฎที่ไม่เข้มแข็งเพียงพอ การให้ความสำคัญกับการลงโทษทั้งผู้เรียกรับเงิน นายหน้า และผู้จ่ายเงิน ยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนมองการทุจริตเป็นกระบวนการที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ใช่การกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ผลสำรวจสะท้อนว่า ท่ามกลางแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ประชาชนยังให้ความสำคัญอย่างมากกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของระบบราชการ โดยมองว่าความผิดปกติในการสอบไม่ได้กระทบเฉพาะผู้เข้าสอบ แต่สามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบราชการโดยรวมได้ ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งการเร่งตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง การกำหนดแนวทางจัดการที่คุ้มครองผู้เข้าสอบสุจริต การลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง และการปรับระบบสอบให้เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างยั่งยืน