ด้านนางสาวเครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต กล่าวว่า เครือข่ายฯ ขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อนายกฯ และรัฐบาล ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลตอบให้ชัดว่ามีนโยบายดังกล่าวจริงหรือไม่ และควรแสดงจุดยืนให้ชัดว่ารัฐบาลนี้จะสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพ ความปลอดภัยของประชาชนกับผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างไร โดยเฉพาะนายอนุทินซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาก่อน ซึ่งควรจะเข้าใจในมิติสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ไม่หูเบาตามกลุ่มลอบบี้ยีสต์ทุนน้ำเมาไม่ทำในสิ่งที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงกับสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน
2. ขอให้รัฐบาลเร่งประเมินผลการนำร่องขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานบริการได้จนถึงตี 4 ที่ทำมาเกือบ 2 ปี ในพื้นกรุงเทพมหานคร, จ.ภูเก็ต, จ.ชลบุรี, จ.เชียงใหม่ และท้องที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ประสบความสำเร็จอย่างที่อ้างกันหรือไม่ ทั้งมิติการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความปลอดภัย อุบัติเหตุ ความรุนแรงและความสูญเสีย หากพบว่าไม่คุ้มค่าควรยกเลิกทันที
3.ข้อเสนอให้ยกเลิกเวลาห้ามขายช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำหรือจำเป็นเร่งด่วน ขอยืนยันว่าช่วงเวลาดังกล่าวควรเป็นช่วงเวลาความปลอดภัยประชาชนทุกคน ทั้งคนทำงาน เด็กนักเรียน ไม่ใช่เวลาทองของคนขายเหล้า ทั้งนี้ปัจจุบันข้อมูลความสูญเสียโดยรวมจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 170,000 ล้านบาท สูงกว่าภาษีที่ภาครัฐจัดเก็บได้จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ปีละ 150,000 ล้านบาท เท่ากับเป็นภาระระบบสุขภาพที่ได้ไม่คุ้มเสียอยู่แล้ว
4. พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 และการกำหนดโซนนิ่งในปัจจุบันมีความล้าหลัง จึงควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดระเบียบใหม่กับสถานบริการที่มีเกือบ 1,800 ราย และจัดการสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการที่คาดว่ามีมากกว่า 200,000 ราย เพื่อให้เข้าสู่ระบบ รวมถึงขยายความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการให้มากขึ้น ปิดช่องการรับส่วย หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษหนัก เช่น สั่งปิดสถานบริการ 1-5 ปี เป็นต้น
และ 5. ขอเรียกร้องไปยังผู้ประกอบการร้านเหล้า ผับ บาร์ ให้ยุติการผลักดันข้อเสนอที่ทำเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง โดยไม่สนใจความสูญเสีย ความปลอดภัยของสังคม ขอให้ร่วมกันแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการปฏิบัติตามและเคารพกฎหมายดีกว่า