"นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ" กล่าวอีกว่า ในงานเสวนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนักวิชาการที่มีความรู้จริงและมีความน่าเชื่อถือ ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.สุดเขต สกุลทอง จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ , ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาด้านการบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา , ผศ.ดร.ชาคริต โชติอมรศักดิ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , ผศ.ดร.นันทชัย พงศ์พัฒนานุรักษ์ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , นายภานุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และนายเดโช ไชยทัพ ผู้อํานวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ จะร่วมนําเสนอข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมตอบคําถามข้อสงสัย เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ่ายทอดให้กับสังคม อันจะนําไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันจากทุกภาคส่วนอย่างถูกต้องและยั่งยืนในอนาคต
"ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา" หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาด้านการบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 มีทุกที่ในโลก ส่วนประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของเอเซีย โดยเฉพาะภาคเหนือจะมีหมอกควันที่มาจากหลายหลายส่วนหนึ่งไฟป่าจากเมียนมา เดิมที่จะมีเพียงหน้าร้อน ปัจจุบันรเกิดจากยุทธศาสตร์การสู้รบ ที่เผาไลแทบทุกฤดู และอีกส่วนมาจากอินเดีย เกิดจากการจราจรบนถนนและสังคมเมืองและภาคการเกษตรที่ผ่านมาการแก้ปัญหาไม่ค่อยตรงจุดที่รัฐรัฐต้องกำหนดเป็นนโยบานที่ชัดเจน
ด้าน "ดร.สุดเขต สกุลทอง" ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าว่า การเผาป่าในพื้นที่ภาคเหนือมีมานาแล้วแล้ว ชาวบ้านมักจะพูดเล่นว่า ไฟมา ป่าโล่ง พืช รังมด เห็ดก็ให้กิน ส่วนปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เกิดจากหลายภาคส่วนทั้งจราจร ที่อยู่อาศัยในสังคมเมืองที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) แม้กระทั่งการเปิดแอร อีกส่วนหนึ่งเกิดวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร ซึ่งปัจจุบันนี้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ในแต่ละปีจะมี 1.1 ล้านตัน ที่เป็นกิ่งลำไย มะม่วง ข้าว ข้าวโพด บางแห่งอยู่ในพื้นที่สูงเครื่องจักรเข้าไปไม่ได้ก็ต้องเผา บางส่วนก็ไถ่กลบ ป้อนโรงงานไฟฟ้าซีวมวล ส่วน รศ.ดร.นันทชัย พงศ์พัฒนานุรักษ์ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สะท้อนให้เห็นอย่างน่าสนใจว่า ไฟป่าไม่มีจริงที่เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากมนุษย์จากบุคคล ชุมชน ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน แต่กระนั้นยอมรับว่า การเกิดไฟป่มีทั้งข้อดีข้อเสีย และยกตัวอย่างว่า การเกิดไฟป่าในละครั้งป่าไม้เสียหายน้อยมากไม่ถึง 1% แต่สัตว์ป่าอาจเสียหายถึง 90 %
"ถ้าไม่มีไฟป่าเสียเลยจะทำให้ป่าเปลี่ยนเแปลง กระทบต่อระบบนิเวศน์ โดยเฉพาะปลาเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ควรจะมีไฟป่าบ้าง อย่าให้แออัด กระทบสัตว์บางอย่างก็ไม่มีอาหาร แต่จะต้องมีบริหารไม่จัดการ ให้เหมาะสมว่า จะเผาช่วงไหน จะเผายังไร กำกัดวงขนาดไหนให้เหมาะสมและกระทบน้อยที่สุด แต่ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด” รศ.ดร.นันทชัย สดคล้องมุมมองของ นายภานุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่ระบุว่า ไฟป่าก็มีประโยชน์ ให้ป่าโล่ง เกิดของป่าให้กับชุชชนทั้งพืชเห็ด เฉพาะในเขต จ.นครสวรรค์ของป่าเหล่านี้ทำให้รายให้กับชุมชนกว่า 100 ล้านบาท แต่จะต้องจัดการให้ลงตัวบริหารให้ถูกต้อง อย่าให้เกิดผลกระทบผู้คน ถ้าไม่เกิดไฟป่าเสียเลยจะกระทบต่อระบบนิเนศน์อย่างแน่นอน"
"นายเดโช ไชยทัพ" ผู้อํานวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) บอกว่า ปัจจุบันการจัดการไฟป่า ได้โอนให้องค์กรท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและจัดการ มีพื้นที่ป่าทั้งหมด 53 ล้านไร่ ให้องค์กรท้องถิ่น 2,368 แห่งดูแล แต่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ ยังขาดองค์ความรู้ความเข้าในในการที่จะจัดการ ทำให้การแก้ปัญหาไม่บรรลุผล ที่สำคัญหลังกรมป่าไม้ให้องค์กรบริหารท้องถิ่นดูแล แต่ปรากฏว่า ปีที่แล้วได้จัดงบประมาณมีน้อยมาก 50 ล้านบาท ก็เท่ากับว่ามีงบฯบริหารจัดการไร่ละ 1 บาท ปีงบประมาณปี 2568 เพิ่มขึ้น 100 ล้านบาท ก็จะทำให้งบประมาณในการบริหารจัดการแค่ไร่ละ 2 บาทเท่านั้นจะอะไรได้ ขณะที่หน่วยงานอื่นอย่างเช่นไม่เผาอ้อยเพิ่มเงินตันละ 30 บาทถ้าคิดเป็นไร่ละมากกว่าหลายเท่า
"ที่จริงการบริหารจัดการป่านะ ต้องให้องค์ความรู้กับท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการและวางแผนได้ เพื่อจะจัดการระบบเกษตรไม่เผา หรือให้คนป่าอยู้ด้วยอย่างถูกวิธี และต้องมีงบประมาณให้เพียงพอด้วย" นายเดชโช กล่าว
บทสรุปของ "รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์" ในฐานะผู้ดำเนินรายการว่า การที่เชิญวิทยากรจากหลายๆและคนหลายๆภาคส่วนในครั้งนี้ เพื่อรู้ถึงสาเหตุและแนวทางในการแก้ปัญหาในการเกิดการเกิดหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 เพราะเป็นที่มีความซับซ้อนพอสมควรที่เกิดจากหลายๆสาเหตุจากภาคการเกษตรและป่าไม้ ย่างไรก็ตาม ในภาคการเกษตรต้องยอมรับว่าบางครั้งก็มีเหตุและมีความจำเป็นแต่จะทำอย่างไรให้ปัญหาเกิดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้คือต้องมีการบริหารที่เหมาะสม แม้ป่าไม้ก็มีมีไฟป่าเช่นกันฉะนั้นนทางออกคือต้องบริหารจัดให้เมาะสมด้วยการทำเกษตรและป่าไม้ที่ยั่งยืน
ชมคลิป >>> “ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 สร้างความเข้าใจ สู่การแก้ไขอย่างยั่งยืน”