ส่วนสำนวนคดีที่ 2 ขณะนี้ที่อยู่กับ บช.ปส. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบออกหมายเรียกหรือหมายจับ พบว่าติดขัด ทั้งที่หลักฐานอยู่ในสำนวนคดีแรกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เรื่องเส้นทางการเงินจากบริษัท อัลลัวร์ กรุ๊ป จำกัด มีความเชื่อมโยงไปยัง สว. รายนี้ แต่กลับมีการอ้างว่าต้องแปลภาษาต่างประเทศจากบทสนทนาระหว่างผู้ต้องหา กับผู้ถูกกล่าวหา จำนวนมาก คดีจึงไม่มีความคืบหน้า
นายรังสิมันต์ ยอมรับว่า ติดใจกับการดำเนินการของ บช.ปส.อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้สัปดาห์หน้า ตนจะเดินทางไปยื่นเรื่องที่ คณะกรรมการป้องกันและปปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เอาผิดตุลาการทั้ง 3 ท่าน เรื่องมีการถอนหมายจับทันทีหลังช่วงเช้าออกหมายจับ ด้วยเหตุผลอ้างว่าเป็นบุคคลสำคัญ ซึ่งตามกฎหมายไม่มี
จากนั้น นายรังสิมันต์ ได้เปิดป้ายข้อมูลคดีทุนมินลัด สว.ทรงเอ ประกอบด้วย ขบวนการค้ายาเสพติด ฟอกเงินข้ามชายแดนไทย-เมียนมาร์ และข้อมูลการทำธุรกิจชายแดนที่ทำผ่าน สว.
นอกจากนี้ นำป้ายหาเสียง 2 แผ่นมาแสดงพร้อมกล่าวว่า วันนี้ที่ตนนำมามี 2 ป้าย ระบุข้อความว่า นักการเมืองขายยาจะหมดไปได้ด้วยก้าวไกลเป็นรัฐบาล ทั้งนี้ ตนไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเสียงแต่ที่นำมา 2 ป้ายนี้ก็เพื่อจะมาติดที่หน่วยงานและหวังว่าเนื้อหาดังกล่าวจะสามารถใช้ป้ายนี้เป็นป้ายเตือนใจว่าจะทำคดีเรื่องนี้ให้อย่างดีที่สุด
ส่วนตัวขณะนี้ที่อายุ 30 ปีรู้สึกกลัวที่จะถูกฟ้องกลับหลังออกมาเปิดเผยข้อมูลต่างๆ แต่ในวันนี้ตนในฐานะผู้แทนประชาชนอยู่ในหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบเอาเรื่องพวกนี้มาแฉ เพราะถ้าไม่นำมาเปิดเผยสังคมจะไม่รับรู้ ตนขอพูดกับตำรวจทุกท่านถ้าปิดบังช่วยกันล้มคดีพวกท่านก็ไม่ต่างอะไรกับคนชั่ว คนที่ค้ายา
ส่วนที่มาเปิดเผยตอนนี้เพราะข้อมูลทั้งหมดพร้อมตอนนี้หากมองว่าเป็นการ ดิสเครดิต ก็ขอให้ออกมาตอบโต้ให้ข้อมูลว่าของตนส่วนไหนไม่ถูกต้องบ้างถ้ามีสัญญาเช่าอาคาร สำนักงานก็ให้แสดง เปิดเผยให้สังคมรับรู้