นายแก้วสรร กล่าวว่า ตนเป็นประธานมูลนิธิมากว่า 10 ปี ถ้าเห็นเด็กถูกบังคับ ขู่เข็น ตนคงเอาตาย คงไม่ยอม ที่ตนรักครูยุ่นเพราะครูยุ่นรักเด็ก ส่วนรีสอร์ตที่ถูกกล่าวหาว่านำเด็กไปใช้แรงงาน ตนเคยเข้าไปบ่อยครั้งก็เห็นเด็ก 2-3 คน มีความสุขดี เก็บใบไม้ เช็ดกระจก ยกจาน ได้ทิปก็ดีใจ ซึ่งจะมาเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ เพราะวันธรรมดาต้องเรียนหนังสือ ตนไม่เข้าใจว่าที่หาว่าบังคับเด็ก บังคับได้อย่างใด
ดังนั้นพนักงานมอบสวนต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง การทำร้ายร่างกายกับการทำโทษมันคนละเรื่อง ขนาดครูตีเด็กยังไม่ติดคุก หากเกินกว่าเหตุก็โดนดำเนินการทางวินัย ตนมองว่าถ้าครูยุ่นจะผิดจริง ๆ ก็คือผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กว่าลงโทษเกินสมควรหรือไม่ โทษแรงขนาดไหน ก็ว่ากันไปตามนั้น มากล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายก็โอเวอร์เกินไป คนอย่างตนไม่โกหก แต่บิ๊กโจ๊กไม่แน่ใจ
นายแก้วสรร กล่าวอีกว่า กรณีที่ตนยื่นอุทธรณ์การเพิกถอนมูลนิธิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเวลา 60 วัน ในการพิจารณา ซึ่งตนมองว่าประเด็นไม่ยาก ข้อกฎหมายทั้งนั้น 2 วันก็สั่งได้แล้วก็ขอให้รีบ ๆ สั่งมา หากไม่ถูกต้องตนก็ฟ้องศาล ส่วนประเด็นการเพิกถอนใบอนุญาติ อยู่ที่เขาตั้งต้นผิดกล่าวหาทำร้ายร่างกาย อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่สามารถเอาผิดได้ เนื่องจากเป็นการทำโทษ จึงหันมาหาเรื่องอื่นเพื่อออกคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต เพราะรับเด็กอายุไม่ตรงกับใบอนุญาต
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบตามอำเภอใจของท่านที่เป็นการใช้อำนาจผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะถ้าบุคลากรสถานสงเคราะห์กระทำไม่ถูกต้องจะสั่งตักเตือนก็ได้ สั่งให้เปลี่ยนตัวพักหน้าที่ก็ได้ หรือถึงขนาดเข้าควบคุมบริหารแทนก็ได้ ทางเลือกที่กล่าวมาทั้งหมดถูกท่านละทิ้งไป ซึ่งทุกขั้นตอนเท่าที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริตไม่ตรงต่อวัตถุประสงค์ที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้ทั้งสิ้น
อย่างไรตามวัตถุประสงค์บ้านพักเด็กให้เพื่อให้พัฒนาและช่วยเหลือเด็ก และอีกหลายอย่าง ดังนั้นในอนาคตอาจจะสงเคราะห์เด็กเล็ก ๆ ส่วนเด็กโตมีปัญหาใส่ร้ายกันแบบนี้ก็คงไม่เอาก็ได้ ซึ่งตนขอปรึกษากันก่อน ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป