เพื่อเสนอแนะและให้ความเห็นประกอบการใช้ดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้ใช้ดุลพินิจตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ พิจารณาอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยได้ แล้วแจ้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทำพิธีปฏิญาณตน และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
"นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ" ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติครั้งดังกล่าว มีมติเห็นควรเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้ดุลพินิจอนุญาตให้คนต่างด้าวแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ จำนวน 12 ราย เพราะเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนของการได้สัญชาติไทยตามที่กฎหมายกำหนด คือ
1) บรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทยและกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ
2) มีความประพฤติดี
3) มีอาชีพเป็นหลักฐาน
4) มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
5) มีความรู้ภาษาไทยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และนายหาวเจ๋อ ตู้ เป็นสามีของผู้มีสัญชาติไทย
ซึ่งการพิจารณาฯ ไม่ได้เลือกปฏิบัติ เพราะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุญาตให้ นายหาวเจ๋อ ตู้ เป็นผู้ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นไทยได้เมื่อปี 2556
"ส่วนในขั้นตอนการลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การได้สัญชาติไทย ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 131 ตอนพิเศษ 245 ง ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2557 ซึ่งปรากฏชื่อ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวนั้น “เป็นเพียงขั้นตอนสุดท้ายในการปฏิบัติให้ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ" เท่านั้น
เพราะ"พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา" มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2557 มีหน้าที่ต้องลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องเป็นผู้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย ไม่มีสิทธิ์ในการใช้ดุลพินิจที่จะเลือกว่าจะลงนามหรือไม่ลงนาม
ดังนั้น "พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงไม่ใช่ผู้ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้นายหาวเจ๋อ ตู้ แปลงสัญชาติเป็นไทยได้ แต่อย่างใด ข่าวดังกล่าวจึงถือว่าเป็นเข้าใจข้อมูลที่คลาดเคลื่อน" นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย