นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อนจากค่าไฟแพง ซึ่งในเดือนก.ย.จนถึงเดือนธ.ค.จะมีการขึ้นค่าไฟฟ้าเป็น 5 บาทต่อยูนิต โดยอ้างว่ามาจากต้นทุน LNG เพิ่มขึ้น แบบนี้ประชาชนจะตายกันหมดเพราะค่าแรงก็ไม่เพิ่ม แต่ค่าครองชีพสูง ซึ่งจากค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นนั้นกระทบต่อประชาชนทุกคนในหลายๆ ด้าน ฉะนั้นต้นทุนของประชาชนที่หาเช้ากินค่ำเดือดร้อนกันหมด มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่เดือดร้อนคือนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวมถึงนายพลบก เรือ อากาศ ข้าราชการระดับ 9,10,11 เพราะสามารถเบิกค่าน้ำมันได้ ที่นายกรัฐมนตรีไม่เดือดร้อน เพราะมีสวัสดิการมากกว่าประชาชน น้ำมันฟรี รถฟรี คนขับรถฟรี ค่าบ้านหลวง ค่าน้ำ ค่าไฟฟรี ค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ค่าข้าวฟรี ทั้งนี้ปัญหารายได้ของประเทศไทยเกิดมาจากโควิดก็ส่วนหนึ่ง เพราะช่วงก่อนเกิดโควิด ในช่วงยึดอำนาจ รัฐบาลก็จัดงบประมาณขาดดุลประมาณ 2.5-4.5 แสนล้านบาท
นายมงคลกิตติ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ก็ลุยเรื่องสารพัดค่าปรับจราจรกัน หากปรับเรื่องช่วงเศรษฐกิจกำลังดีไม่มีใครว่า แต่นี่มีการปรับเรื่องค่าคาร์ซิท และยังมีการออกแถลงการณ์ว่าเตรียมออกหมายจับประชาชนที่ค้างค่าปรับเยอะ ซึ่งเป็นการบีบประชาชน รวมทั้งมีการตั้งด่านลอยและด่านกวดขันวินัยจราจร ทั้งนี้ ตนมีข้อเสนอแนะควรยกเลิกค่าส่วนแบ่งค่าปรับจราจร ใช้วิธีการตัดแต้มแทนและไปสอบใบขับขี่ใหม่ ไม่ควรออกหมายจับประชาชน นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเครื่องบินรบเมียนมารุกล้ำอธิปไตยไทยที่จ.ตาก เรดาร์ภาคพื้นดินในส่วนของกองทัพภาคที่ 3 เป็นอะไรถึงใช้ไม่ได้ และตนก็มาทราบทีหลังว่าเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน แม่ทัพภาคที่ 3 ไปเข้าพบพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ตนจึงเรียกกองทัพบกและกองทัพอากาศมาสอบถามว่าตกลงแล้วใครผิดมากกว่ากัน ซึ่งคนที่ผิดมากจริงๆ คือกองทัพบก เพราะมีเรดาร์ในการตรวจจับวัตถุในอากาศ สามารถเตือนก่อนได้แต่บังเอิญว่าวันนั้นผบ.ทบ.ติดโควิด สุดท้ายทัวร์ก็มาลงที่กองทัพอากาศ และสุดท้ายจากการตรวจสอบเรื่องการขึ้นบินของเครื่องบิน F-16 ของประเทศไทย พบว่าขึ้นบินตอน 14.00 น. จำนวน 2 ลำ ใช้น้ำมันไป 5 แสนบาท และบินอีกครั้งตอน 16.00 น. จำนวน 2 ลำ ใช้น้ำมันอีก 5 แสนบาท บินบ่อยไม่ได้เพราะค่าน้ำมันไม่ค่อยมี
“พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างเกรงใจเมียนมา เปิดให้เครื่องบินรุกล้ำอธิปไตยไทยได้ถึง 5 กิโลเมตร ใช้ปืนกลประหัดประหารชาวกระเหรี่ยงที่เป็นมิตรที่ดีกดับประเทศเรามาโดยตลอด และยังทำให้ทรัพย์สินของไทยได้รับความเสียหาย พล.อ.ประยุทธ์ได้ชื่อว่าเป็นคนเลือดเย็น หรือเรียกว่าอาชญากรทางสงคราม เพราะมีคนตายเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119ที่บัญญัติว่าผู้ใดกระทำการใดให้ราชอาณาจักรไทยหรือส่วนหนึ่งส่วนใดให้ราชอาณาจักรตกไปยู่อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐไทยเสื่อมลง ต้องระวังโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งมา 7 ปี 10 เดือน 27 วัน พิสูจน์แล้วว่าอยู่ไปก็ไม่เกิดประโยชน์กับบ้านเมือง อยู่ไปก็เปลืองภาษี ลงพื้นที่ทีก็กลัวตาย ขนตำรวจทหารกว่า 5 พันนาย ตัดสัญญาณมือถือเพราะกลัวถูกลอบสังหาร ถ้ากลัวมากก็ลาออกไปอยู่บ้านร.1 ผมอยากพาท่านไปดูหนังกลางแปลงด้วยกันที่กรุงเทพมหานครด้วยกัน 2 คน แต่เชื่อว่าน้ำหน้าอย่างท่านไม่กล้าไป เพราะขี้ขาดมีตาขาวมากกว่าตาดำ พล.อ.ประยุทธ์ต้องยอมรับเถอะว่าท่านอยู่ไปก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ อยู่ไปก็เป็นตัวถ่วงของประเทศ ผมอยากให้ท่านปล่อยคนไทยและประเทศเสียที เพราะอยู่ไปก็หาวิธีฉลาดในการหาเงินกำไรมาดูแลประชาชนและประเทศไม่ได้ แต่ถ้าวิธีการขายชาติเพื่อมาพยุงอำนาจของตนเอง ผมเชื่อว่าท่านถนัด ดังนั้นวันนี้ตนไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกับพระพุทธรูปปางบิณฑบาต ในฐานะที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกมาและไม่ได้ซื้อเสียงแต่บาทเดียว ขอพูดแทนคนไทยกว่า 66 ล้านคน ว่าขอบิณฑบาตพล.อ.ประยุทธ์ให้ปลดปล่อยประเทศไทยและประชาชนด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียทีเถิด เพราะว่า 8 ปี 2 เดือนอยู่ไปก็ไม่เกิดประโยชน์” นายมงคลกิตติ์ กล่าวพร้อมอุ้มพระพุทธรูป
จากนั้นเวลา 09.00 น. นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นหารือว่า วันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี แต่รู้สึกแปลก เพราะบนบัลลังก์ไม่มีรัฐมนตรีมาเลยสักคน จึงขอให้ฝ่ายรัฐบาลเร่งรัดเข้ามาสภาฯและให้เกียรติสภาด้วย