เนชั่นทีวี

ข่าว

กลาโหม ร่ายยาวแจง กมธ.งบปี 66 ตั้งเป้าลดผู้ทรงคุณวุฒิลง 50% ในปี 70

18 ก.ค. 2565 | titayu_pur

กลาโหม ร่ายยาวแจง กมธ.งบปี 66 ตั้งเป้าลดผู้ทรงคุณวุฒิลง 50% ในปี 70

“ปลัดกลาโหม” ร่ายยาวแจง กมธ. งบปี 66 ยันกองทัพตั้งเป้าลด “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ลง 50% ภายในปี 70 โต้ใช้ “งบลับ” เช่ารถประจำตำแหน่ง โว ทหารเกณฑ์คุณภาพชีวิตดี มีเงินเหลือใช้ส่งครอบครัว แห่สมัครต่อทุกปี

วันนี้ (18 ก.ค.) ที่รัฐสภา พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2566 โดยยืนยันว่า ทุกเหล่าทัพมีนโยบายชัดเจนในการลดกำลังพล โดยเริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 63 และตั้งเป้าว่าภายในปี 2570 อัตราผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่กำลังพลทั่วไปจะลดลง 5% ของอัตราบรรจุจริง 

 

โดยขณะนี้ในทุก 3 เดือน กระทรวงกลาโหมสั่งการให้ทุกเหล่าทัพ รายงานกรอบอัตรากำลังพล เพื่อให้นโยบายดังกล่าวบรรลุผล ทั้งนี้การรับสมัครตั้งแต่นักเรียนนายสิบ ไปจนถึงนักเรียนนายร้อย นายเรือ และนายเรืออากาศ ก็มีการปรับลดจำนวนลงตามลำดับ ขณะเดียวกันในการจัดวางอัตรากำลังพล ซึ่งใช้กรอบการจัดตั้งตามมาตรฐานแบบตะวันตก ซึ่งมีกำหนดไว้ชัดเจนว่า 1 กองพล ต้องมีกี่กองร้อย และ 1 กองร้อย ต้องมีกี่คน ปัจจุบันในการบรรจุจริง ก็ไม่ได้เกิน 60% ของอัตรา คือไม่ได้บรรจุเต็มร้อย ยกเว้น ในอนาคตหากมีสถานการณ์ จึงจะมีการพิจารณาตามสถานการณ์ 
 

 

กลาโหม ร่ายยาวแจง กมธ.งบปี 66 ตั้งเป้าลดผู้ทรงคุณวุฒิลง 50% ในปี 70

สำหรับประเด็นการเกณฑ์ทหาร ยืนยันเช่นกันว่า มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น ปีนี้เรียกประจำการเพียง 8 หมื่นคนเศษ เพราะกองทัพได้พิจารณาตามเหตุผลและความจำเป็น เนื่องจากการนำทหารเข้าประจำการ ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายในเรื่องเงินเดือน และเบี้ยเลี้ยงเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เบ็ดเตล็ดด้วย เช่น ค่าเครื่องแบบ และเครื่องแต่งกาย เป็นต้น

 

พล.อ.วรเกียรติ ชี้แจงต่อว่า อย่างไรก็ตามยืนยัน กองทัพโดยเฉพาะกองทัพบกเดินหน้านโยบาย สมัครใจเข้าเป็นทหาร ผ่านระบบออนไลน์ และเปิดโอกาสให้ทหารประจำการ สามารถสมัครเข้าเป็นนักเรียนนายสิบได้ถึง 80% ส่วนข้อถามถึงคุณภาพชีวิต และสิทธิของทหารที่เข้าประจำการนั้น ยืนยันว่า ทหารที่ถูกเรียกเข้าประจำการจะได้รับการศึกษาและการฝึกอาชีพและยังมีรายได้ทั้งเงินเดือน และเบี้ยเลี้ยง เหลือเพียงพอให้ทหารส่งให้ครอบครัวได้ ส่งผลให้ปัจจุบันมีตัวเลขทหารที่ปลดประจำการ และขอสมัครต่อซึ่งกองทัพจะพิจารณาอนุญาตให้ คราวละ 1 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปีต่อเนื่องอยู่ทุกปี 

 

พล.อ.วรเกียรติ ชี้แจงถึงสำหรับประเด็นเงินรถประจำตำแหน่ง ยืนยันว่า เป็นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงกลาโหม และจ่ายให้เฉพาะผู้ที่อยู่ในตำแหน่งระดับรองนายพล ที่เทียบเคียงตำแหน่งรองเจ้ากรมขึ้นไป ไม่ได้จ่ายให้กับพันเอก (พิเศษ) ทุกคน โดยอัตราการจ่ายตามตำแหน่งต่าง ๆ มีการระบุชัด ประกอบด้วยตำแหน่ง พันเอก (พิเศษ) เทียบรองเจ้ากรม ได้รับค่ารถประจำตำแหน่ง 25,400 บาทต่อเดือน ตำแหน่งเทียบเท่าพลตรี แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งหลัก ได้รับ 31,800 บาทต่อเดือน และตำแหน่งพลโท และพลเอก แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งหลัก ได้รับ 41,000 บาทต่อเดือน  


 

กลาโหม ร่ายยาวแจง กมธ.งบปี 66 ตั้งเป้าลดผู้ทรงคุณวุฒิลง 50% ในปี 70

ส่วนข้อซักถามกรณีนโยบายซื้ออาวุธ ควบคู่เทคโนโลยีนั้น กองทัพบรรจุไว้เป็นนโยบายในการต่อรองซื้ออาวุธ และพยายามทำเต็มที่แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า บางครั้งคู่สัญญญาก็กำหนดเช่นกันว่า หากซื้อทั้งสองอย่าง ก็อาจจะต้องใช้งบเพิ่มขึ้น 2 - 3 เท่า แต่ทั้งนี้ยืนยันกองทัพเดินหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือผลิตเพื่อส่งขายผ่านหน่วยนงานต่าง ๆ เช่น ศูนย์อำนวยการซ่อมสร้างอาวุธ หรือสถานบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ที่พยายามดำเนินการอยู่

 

นอกจากนี้ พล.อ.วรเกียรติ ยังได้กล่าวถึงปัญหาผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่ตกค้างอยู่ในศูนย์อพยพกว่า 30 ปี ว่า เงื่อนไขในการเดินทางกลับของผู้อพยพคือ จะไม่สามารถเลือกพื้นที่ในเมียนมาได้ จึงทำให้ไม่สามารถกลับไปในถิ่นฐานเดิมได้และเมื่อไปอยู่ในถิ่นฐานใหม่ที่ทางเมียนมากำหนดให้แล้วรู้สึกไม่พอใจ ก็ทำให้ผู้อพยพรายอื่น ๆ ไม่สมัครใจที่จะเดินทางกลับไปเพิ่มขึ้น 

 

ส่วนประเด็นเครื่องบินเมียนมารุกล้ำ มีรายละเอียดที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) จะชี้แจงในโอกาสต่อไป แต่สำหรับภาพรวมของกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงได้มีการดำเนินการในทุกระดับตั้งแต่รูปแบบคณะกรรมการชายแดน ไปจนถึงคณะกรรมการนโยบายหรือ HLC ซึ่งกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ กระทรวงกลาโหมยืนยันจะดำเนินการให้ดีที่สุด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ เนื่องจากเมียนมา และไทยมีพรมแดนติดกันยาว 2 พันกว่ากิโลเมตร 

 

พล.อ.วรเกียรติ ชี้แจงถึงประเด็นงบราชการลับว่า เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น ในการรักษาความมั่นคง ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2547 ที่กำหนดภารกิจไว้ 4 ประเภท เช่น งบด้านความมั่นคง งบเกี่ยวเสพติด และการข่าว เป็นต้น โดยทุก 3 เดือนจะต้องเสนอรายงานการใช้จ่ายให้ นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับทราบ ขณะเดียวกันเมื่อปี 2564 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจงบลับเพิ่มเติมต่อเนื่อง และในปี 2565 ผู้ว่า สตง. ได้เข้าพบผู้บริการเหล่าทัพต่าง ๆ เพื่อแจ้งหลักเกณฑ์ และจะเริ่มต้นเข้ามาตรวจงบลับของกองทัพตั้งแต่ปี 2566 ด้วย 

 

ทั้งนี้ พล.อ.วรเกียรติ ยังยืนยันด้วยว่า งบประมาณสำหรับรถประจำตำแหน่งไม่ใช่ รถประจำตำแหน่ง แต่เป็นรถควบคุมสั่งการทางการสื่อสาร ซึ่งใช้ในด้านยุทธการณ์ และใช้งบปกติ ไม่ใช่งบลับและก่อนจัดหาต้องตกลงกับสำนักงบประมาณด้วย ส่วนกรณีการซื้อยูเอวี ตรวจการชายฝั่งกองทัพเรือ ยืนยันว่าเป็นไปตามระเบียบ เพราะหากใช้จ่ายงบประมาณเกิน 500 ล้านบาท จะต้องมาขออนุมัติ ที่กระทรวงกลาโหม ซึ่งตนในฐานะปลัดกระทรวงฯ จะดูว่าเป็นไปตามขั้นตอน และผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพระธรรมนูญ หรือสำนักงบประมาณของกระทรวงกลาโหมหรือไม่

 

 

กลาโหม ร่ายยาวแจง กมธ.งบปี 66 ตั้งเป้าลดผู้ทรงคุณวุฒิลง 50% ในปี 70

ข่าวล่าสุด