โดยสรุปคือ โอมิครอน สายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% และจะค่อยๆเบียดตัวเก่า เหมือน โอมิครอน เบียด เดลตา ความรุนแรงข้อมูลยังไม่มากพอ ต้องติดตามคนใส่ท่อช่วยหายใจ ปอดอักเสบและเสียชีวิต มีสายพันธุ์นี้แตกต่างจากคนติดเชื้อทั่วไปหรือไม่
ดังนั้น มาตรการส่วนบุคคลยังจำเป็น ทั้งสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ยังมีความจำเป็น แม้ตอนนี้จะไม่ได้บังคับกันแล้ว แต่ขอให้เป็นสุขนิสัยส่วนบุคคลที่ช่วยกันได้ อย่างข้อมูลที่ผ่านมาลองถามตัวเองว่า ใส่แมสก์มา 2 ปีเป็นหวัดน้อยลงหรือไม่ รวมทั้งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อให้ภูมิคุ้มกันสูงมากพอ ยังมีความจำเป็นโดยเฉพาะกลุ่ม 608 และผู้ที่ได้รับเข็มสุดท้ายมนานแล้วเกินกว่า 4 เดือน
เมื่อเรายังไม่มีวัคซีนรุ่นใหม่ๆ การฉีดเข็มกระตุ้นจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ กรมวิทย์ เคยทำการทดลองและพบว่า สามารถช่วยต่อสู้กับสายพันธุ์ใหม่ๆได้ และวันนี้กรมวิทย์ มี BA.4 และ BA.5 จะมีการเพาะเชื้อให้มีจำนวนมากพอ เพื่อนำมาทดสอบกับวัคซีนที่ฉีดไป ทั้งเข็ม 3 และ 4 ว่า สู้กับเชื้อได้มากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น ข้อแนะนำคนฉีด 2 เข็มไม่พอ ส่วนคนฉีดเข็ม 3 เกิน 4 เดือน ภูมิฯตกแล้ว ต้องกระตุ้นอีก" นพ.ศุภกิจ กล่าว และว่า ที่สำคัญอย่าเพิ่งตกใจเกินกว่าเหตุ อย่างเห็นข้อมูลการไปนอนรพ.มากขึ้น อาจจากติดเชื้อมากขึ้น เพราะBA.4 และ BA.5 อาจหลบภูมิได้ และคนเคยเป็น BA.1 ก็ติดซ้ำได้ แต่สัดส่วนขอดูว่า ใช่จากสายพันธุ์นี้หรือไม่ หรือจากสัดส่วนคนติดเชื้อมากขึ้น ก็ย่อมมีคนอาการหนักเพิ่มได้
นอกจากสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ยังมีกรณีสายพันธุ์ เพราะ BA.2.75 ที่พบในอินเดีย สหรัฐ และอังกฤษ เป็นสายพันธุ์น่ากังวลหรือไม่ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า โอมิครอน สายพันธุ์ BA.2.75 หากมีปัญหามาก ทางองค์การอนามัยโลกจะจัดให้เป็น VOC-LUM แต่ตอนนี้ยังไม่จัด และการรายงานข้อมูลไปที่จีเสสก็ยังน้อยเพียง 60 กว่าตัวอย่าง ถือว่ายังน้อยเกินไป ไม่ต้องกังวลกรมวิทย์ มีการเฝ้าระวังตลอด ซึ่งไทยยังไม่มีสายพันธุ์ BA.2.75
เมื่อถามว่าผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นและนอนรักษาในรพ. เป็นเพราะสายพันธุ์ BA.2.75 หรือไม่ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า วันนี้เรากำลังพิสูจน์ว่า ที่แพร่เร็วขึ้น ทำให้อาการรุงแรง อาการหนักด้วยหรือไม่ เบื้องต้นยังไม่พบเช่นนั้น