"ปริญญา"เสนอวิธีกำจัดรัฐประหารให้หมดไป ด้วยมาตรการทางกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานศาล ขณะที่"โภคิน"ชี้หากศาลไม่รับรองรปห.หมดไปนานแล้ว ด้าน"ธงทอง"เปรียบความหวังเป็นไม้ขีดไฟขอแค่อย่าดับ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

27 มิถุนายน 2565 ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนานำเสนอผลงานวิชาการ เนื่องในวาระ 90 ปี ประชาธิปไตย ในหัวข้อ "การทำให้รัฐประหารหมดไปด้วยมาตรการทางกฎหมายและการเปลี่ยนบรรทัดฐานของศาล" ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีนายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และ ศ.(พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมวิจารณ์ผลงาน

 

"นักวิชาการ"ชงสูตรกำจัดรัฐประหาร-กฎหมายต้องไม่รับรอง

 

โดย ผศ.ดร.ปริญญา เปิดเผยว่า บทความวิจัยนี้นำเสนอครั้งแรก เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับรัฐประหารในประเทศไทย ระบุว่า ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน แต่วันนี้ (27มิ.ย.) ประเทศไทยยังมีการทำรัฐประหารมาแล้วถึง 13 ครั้ง และมีรัฐธรรมนูญมากถึง 20 ฉบับ โดยประชาธิปไตยในประเทศไทย ไม่อาจลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงในประเทศไทย ตราบใดที่การทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลและล้มล้างรัฐธรรมนูญยังเป็นสิ่งที่ทำได้ในประเทศไทย

 

"การรัฐประหารสามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่เป็นความผิดร้ายแรง โทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต เป็นเพราะศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ตั้งแต่ปี 2496 ว่าการรัฐประหารสามารถทำได้หากทำสำเร็จ ซึ่งเป็นแนวทางของฝ่ายตุลาการเป็นต้นมา" ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว   

ผศ.ดร.ปริญญา ย้ำว่า การทำให้รัฐประหารหมดไปจากประเทศไทย ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยฝ่ายตุลาการต้องเปลี่ยนบรรทัดฐานที่รองรับการรัฐประหาร โดยยกข้อสรุป 5 ข้อ ได้แก่

 

1.รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันรับรองเฉพาะประกาศและคำสั่งของ คสช. เท่านั้น ไม่ได้รับรองประกาศและคำสั่งของรัฐประหารก่อนหน้านี้

 

2.รัฐธรรมนูญที่เคยรับรองประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารในอดีตล้วนถูกยกเลิกไปหมดแล้ว สถานะความชอบด้วยกฎหมาย หรือชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารในอดีต จึงควรต้องสิ้นผลไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญดังกล่าวด้วย

 

3.ประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่มีสถานะเป็นพระราชบัญญัติ ย่อมสามารถดำเนินการโดยใช้กระบวนการควบคุมกฎหมายไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญหลังประกาศใช้ได้เหมือนกับพระราชบัญญัติอื่น โดยควรยกเลิกมาตรา 279 เพื่อเลิกสถานะโดยชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศและคำสั่งของ คสช.

 

4.ยกเลิกประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารที่บังคับใช้อยู่ทั้งหมด ด้วยการตราเป็นพระราชบัญญัติ

 

5.ให้มีการตรารัฐธรรมนูญไม่ให้มีการรัฐประหารและไม่ให้มีการรับรองรัฐประหาร โดยทำให้เป็นสัญญาประชาคม

 

ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวต่อว่า สัญญาประชาคมที่จะไม่ให้มีการรัฐประหารและไม่ให้มีการรับรองรัฐประหารนี้ ไม่เป็นเพียงเรื่องของทหารและฝ่ายตุลาการ แต่เป็นเรื่องการเมืองและประชาชนทุกคน ที่จะไม่ยอมรับรัฐประหารและไม่เรียกร้องให้มีการรัฐประหารมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอีก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา และในช่วง 90 ปี พิสูจน์แล้วว่าการรัฐประหารไม่มีทางสร้างประชาธิปไตยและการเมืองที่ดีได้เลย

 

 

"ผมเรียกร้องให้อาจารย์สอนกฎหมายต้องเลิกสอนว่า ทหารยึดอำนาจได้สำเร็จย่อมเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ประกาศสิ่งใดมาก็เป็นกฎหมายใช้บังคับประชาชนได้ เพราะนี่เป็นต้นเหตุสำคัญของการรับรองรัฐประหารโดยฝ่ายตุลาการ และการมีเนติบริกรหรือนักกฎหมายไปช่วย ทำให้รัฐประหารชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างซับซ้อน ฝังรากลึกมากขึ้นเรื่อยๆ" ผศ.ดร.ปริญญา

 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุด จะต้องดำเนินการแก้ไขกฎหมายก่อนรัฐประหารครั้งต่อไป คือ ทำตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ให้มีรัฐประหารครั้งหน้า มั่นใจว่าจะทำให้รัฐประหารหมดไป รักประชาธิปไตยกับการปกครองโดยกฎหมาย จะประสบความสำเร็จในประเทศไทยอย่างแน่นอน

 

"นักวิชาการ"ชงสูตรกำจัดรัฐประหาร-กฎหมายต้องไม่รับรอง

 

ด้านนายโภคิน กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าหากศาลไม่รับรอง การทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นวนไปวนมาในประเทศไทยคงหมดไปนานแล้ว ซึ่งขอยกตัวอย่างการทำรัฐประหาร 10 จาก 13 ครั้ง ว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่ประชาชนสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับคนทำผิดได้ ครั้นเมื่อปี 2514 นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ก็ได้ไปฟ้องศาล ปรากฏศาลยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่านายอุทัย ไม่ใช่ผู้เสียหาย หลังจากนั้นกลับโดนจับขังคุก 10 ปี เหตุปั่นป่วนการเมือง

 

ส่วนในช่วงปี 2536 ที่ถูกรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ รสช. ซึ่งขณะนั้นมีนักการเมืองไม่ดีเยอะ ถูกตรวจสอบทรัพย์สินมากมายว่าได้มาอย่างสุจริตหรือไม่ ปรากฏมีการออกกฎหมายย้อนหลัง ทำตนโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองไป 5 ปี คนไม่เกี่ยวข้องกับการโดนยุบพรรคก็โดนด้วย อีกทั้ง กรณีในปี 2549 ที่นายฉลาด วรฉัตร อดีต ส.ส.ตราด พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ไปฟ้องศาล สุดท้ายศาลพิพากษายืนคนยึดอำนาจไม่มีความผิดเหมือนเดิม ต่อมาในปี 2557 กลับมาฟ้องร้องอีกครั้ง ก็ยังคงยกฟ้องเหตุเดิม คือ ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหาย รัฐบาลเท่านั้นคือผู้เสียหาย ก่อนตั้งคำถามว่า "ใครมันจะฟ้องตัวเองว่าทำผิดฐานกษฏ" ทุกอย่างดูซับซ้อนและไม่ชัดเจน

 

อดีตประธานรัฐสภา ยังกล่าวเห็นด้วยกับข้อเสนอแนวทางแก้ไขของผศ.ดร. ปริญญา ที่จะทำให้รัฐประหารหมดไปจากประเทศไทย ด้วยมาตรการทางกฎหมายและบรรทัดฐานของศาล ก่อนยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่ารัฐบาลที่มีกองหนุนเป็น ส.ว. 250 คน คงจะไม่มีทางยกเลิกอะไรที่เสียประโยชน์ ฉะนั้นทุกอย่างคงอยู่ที่ความกล้าหาญของศาลเท่านั้น

 

"ต้องมีรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน ประชาชนทุกคนคือผู้เสียหาย เชื่อว่าทุกคนเรียนรู้ และฉลาดพอที่จะตัดสินใจได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี" นายโภคิน กล่าว

 

ขณะที่ ศ.(พิเศษ) ธงทอง กล่าวว่า การยึดอำนาจช่วงใหม่ๆ จะมีการใช้อำนาจเต็มรูปแบบ คณะรัฐประหารมักจะไม่ออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากนั้นจะมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แล้วใช้ในระยะยาว สุดท้ายจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แก้ไขได้ยาก ซึ่งแนวทางของ ผศ.ดร. ปริญญา เป็นไปได้ยาก ต้องดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปลดล็อกอะไรบ้าง และขอตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดำเนินการโดยรัฐสภา ที่ต้องใช้จำนวนผู้เห็นชอบที่เป็นการปิดประตูตายไปแล้ว

 

"นักวิชาการ"ชงสูตรกำจัดรัฐประหาร-กฎหมายต้องไม่รับรอง

 

"เห็นด้วยว่าการชำระบัญชีรัฐประหารครั้งเก่า ต้องมีการนำมาพิจารณาและปรับปรุง แม้จะไม่มีผลอะไรกับปัจจุบันมากนัก และมองว่าการที่ตัดสินว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ สามารถเป็น Positive Law ที่หลักสากลยอมรับ โดยทั่วโลก เช่น สหภาพยุโรปมีการวิเคราะห์ความเสียหายของรัฐประหารที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย แม้จะเป็นความหวังจากตุลาการเสียงข้างน้อยแค่ไม้ขีดไฟ ก็ยังถือว่าเป็นความหวัง ขอให้ไฟนั้นอย่าดับไป อย่าให้ผู้ศึกษากฎหมาย ท่องกฎหมายเมื่อปี 2490 อยู่ต่อไป ต้องมีการพัฒนาการ" ศ.(พิเศษ) ธงทอง กล่าว 


 

logo-pwa

เพิ่ม NationTV

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด