และกลุ่มที่สอง 437 ราย ฉีดด้วยวัคซีนเวอร์ชั่นที่ 2 หรือวัคซีน 2 สายพันธุ์ ขนาด 50 ไมโครกรัม พบว่า
หนึ่งเดือนถัดมา เมื่อเจาะเลือดดูระดับภูมิคุ้มกัน (NAb) พบระดับภูมิคุ้มกันของการฉีดวัคซีน 2 สายพันธุ์ ขึ้นสูงกว่าวัคซีน 1 สายพันธุ์ 59%
แม้จะถือว่าเป็นข่าวดี แต่ก็ยังมีข้อจำกัด ดังนี้
- การศึกษานี้ เป็นการศึกษาดูระดับภูมิคุ้มกัน ยังไม่ใช่การศึกษาดูประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อเหมือนกับของวัคซีนเวอร์ชั่น 1 ซึ่งต้องใช้เวลาและกลุ่มตัวอย่างที่มากพอสมควร
- ในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ ได้มีโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยที่ 4,5 (BA.4 BA.5) เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ตอนนี้ประมาณ 13% แล้ว อีกไม่นานคาดว่าจะแซงโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยที่ 2 (BA.2) ได้ด้วย
ในขณะที่วัคซีนที่ผลิตใหม่ครั้งนี้ (ชนิด 2 สายพันธุ์) ยังไม่ได้รวมไวรัสโอมิครอน สายพันธุ์ย่อยที่ 4,5
จึงทำให้จะต้องติดตามข้อมูลของวัคซีนเวอร์ชั่นใหม่หรือ 2 สายพันธุ์ ซึ่งกำลังจะยื่นเอกสารขออนุมัติกับทางอย.สหรัฐ(USFDA) และคณะกรรมการที่ปรึกษาของ USFDA กำลังจะประชุมในวันที่ 28 มิถุนายน 2565 ว่า วัคซีนที่ควรจะฉีดในปลายปีนี้ ควรจะมีการป้องกันสายพันธุ์ใดได้บ้าง
..
ส่วนความเห็นแย้งเกี่ยวกับเรื่องความจำเป็นที่การศึกษา จะต้องมีกลุ่มตัวอย่างในมนุษย์มากกว่านี้สำหรับการอนุมัติวัคซีนใหม่นั้น
ก็มีความเห็นต่างมาจากอีกกลุ่มหนึ่งที่บอกว่า วัคซีนประจำปีของไข้หวัดใหญ่ซึ่งเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ทุกปี ก็ไม่ได้มีการทดลองในมนุษย์เป็นจำนวนมากและนานพอ
ซึ่งก็มีความเห็นแย้งต่อความเห็นนี้อีกทีว่า เพราะวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนเก่า
ซึ่งได้ทำการศึกษาทดลองมานานนับ 10 ปี จึงมีความปลอดภัยสูง สามารถปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ได้เลย
ส่วนวัคซีนโควิดยังเป็นวัคซีนที่มีการวิจัยพัฒนามาเพียงสองปี และส่วนใหญ่เป็นการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (EUA)
ก็คงต้องติดตามการวิจัยพัฒนาของวัคซีนเวอร์ชั่นที่ 2 ว่าจะสามารถรับมือกับไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนได้ดีมากน้อยเพียงใด และถ้ามีไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์ไปอีก ที่ไม่ใช่โอมิครอน เราจะพัฒนาวัคซีนต่อไปกันอย่างไร