เนชั่นทีวี

ข่าว

เวทีวิชาการชี้ "ไทยพีบีเอส" ต้องเป็นอิสระ หวั่นงบรัฐคุมสื่อ

15 ต.ค. 2569 | titayu_pur

เวทีวิชาการชี้ "ไทยพีบีเอส" ต้องเป็นอิสระ หวั่นงบรัฐคุมสื่อ

"อนาคตไทยพีบีเอส" จะไปทางไหน? เวทีนักวิชาการชี้ การปรับงบประมาณจากรัฐ อาจเป็นข้ออ้างทางการเมืองในการควบคุมเนื้อหา ส่งเสียงเรียกร้องสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

"อนาคตไทยพีบีเอส" จะไปทางไหน? เวทีนักวิชาการชี้ การปรับงบประมาณจากรัฐ อาจเป็นข้ออ้างทางการเมืองในการควบคุมเนื้อหา ส่งเสียงเรียกร้องสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

KEY

POINTS

  • หวั่นสูญเสียความเป็นอิสระ: นักวิชาการเตือนการเปลี่ยนแหล่งงบประมาณให้รัฐจัดสรร เสี่ยงเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้าควบคุมและแทรกแซงเนื้อหาของไทยพีบีเอส
  • เน้นย้ำคุณค่าสื่อสาธารณะ: ไทยพีบีเอสต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐ ไม่พึ่งพาเรตติ้งหรือสปอนเซอร์ และยืนหยัดเป็นกองบรรณาธิการที่เป็นอิสระเพื่อประชาชน
  • จี้สร้างกลไกหนุนพื้นที่: เสนอให้จัดสรรงบประมาณยืดหยุ่น สร้างกลไกมีส่วนร่วมในระดับภูมิภาค เพื่อสะท้อนปัญหาท้องถิ่นและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะได้อย่างแท้จริง

15 ตุลาคม 2569 คณะวารสารศาสตร์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาออนไลน์เรื่อง "อนาคตสื่อสาธารณะไทย" โดยมีนักวิชาการสื่อสารมวลชนร่วมเสนอความเห็น โดยนักวิชาการออกมาเตือนกรณีการปรับเปลี่ยนแหล่งงบประมาณของไทยพีบีเอส ที่อาจเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงและควบคุมเนื้อหาโดยภาครัฐ โดยเรียกร้องให้คงหลักประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ  เพื่อเป็นสื่อที่น่าเชื่อถือและทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

 

ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการ “อิสระแต่ต้องตรวจสอบได้ อนาคตสื่อสาธารณะไทย” ในรูปแบบออนไลน์ โดยในคำถามที่ว่า "ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ หากมีการเปลี่ยนกติกาใน พ.ร.บ.งบประมาณ จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง" นายนรินทร์ นำเจริญ อาจารย์คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การได้มาซึ่งงบประมาณของสื่อสาธารณะ แต่อยู่ที่หลักประกันความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ หากมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณไปแล้ว จะมีหลักประกันความเชื่อมั่นว่า สื่อยังมีเสรีภาพที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่เราสามารถเชื่อถือได้หรือไม่ ก็ต้องมาพูดคุยกันอีกที แต่ถ้าหากเปลี่ยนไปเลย และทุกวันนี้ใช่ว่าไทยพีบีเอสจะเป็น 100% อย่างที่เราคาดหวัง แต่อย่างน้อยก็พึ่งพาได้ในระดับหนึ่ง

เวทีวิชาการชี้ "ไทยพีบีเอส" ต้องเป็นอิสระ หวั่นงบรัฐคุมสื่อ

“นอกจากจะไม่ปฏิรูปเพื่อทำให้ไทยพีบีเอสน่าเชื่อถือและดีขึ้นแล้ว กลับกลายเป็นว่าฉุดให้ลงมา เมื่อถูกตรวจสอบในการแก้ไขงบประมาณแล้ว จะกลายเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือและมีคุณธรรมขึ้นมา แม้แต่องค์กรที่เข้ามาตรวจสอบไทยพีบีเอสอยู่ตอนนี้ ก็ใช่ว่าองค์กรนั้นจะน่าเชื่อถือสักเท่าไร แม้ว่าจะได้รับงบประมาณแล้วจะถูกตรวจสอบในสภา ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นองค์กรอิสระ หรือเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือได้ ปัญหาต่าง ๆ ก็ยังอยู่ที่เดิม แก้ไม่ถูกจุด จึงอยากให้มองใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้ไทยพีบีเอสดีขึ้นกว่านี้ ดังนั้น จึงไม่ควรเปลี่ยนแปลงช่องทางการได้มาซึ่งงบประมาณ แต่ควรทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดีกว่า” นายนรินทร์กล่าว

เมื่อถามว่า หากไทยพีบีเอสต้องเปลี่ยนช่องทางการรับงบประมาณประจำปี หลักประกันอะไรยังจำเป็นที่สุด เพื่อให้กองบรรณาธิการยังเป็นอิสระ นายเจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในสภาวะการณ์แบบนี้ เราจำเป็นต้องมีสื่อที่เชื่อถือได้ เพื่อเป็นหลักยึดสักสื่อหนึ่งที่ไม่สนใจเรตติ้ง และไม่เป็นกระบอกเสียงของรัฐ อีกทั้งจะต้องตรวจสอบรัฐบาลได้ ไม่สนใจสปอนเซอร์ ยิ่งในยุคแบบนี้เราจำเป็นต้องมีคนที่ไว้ใจได้ ดังนั้น สื่อสาธารณะจึงจำเป็นอย่างยิ่ง หากหลุดจากอำนาจทุนและอำนาจรัฐ ก็จะสามารถรับประกันความเป็นอิสระได้

พร้อมแนะนำว่า ไทยพีบีเอสอาจจะต้องคิดเรื่องแบรนดิ้งอีกครั้ง เพราะประชาชนจำไม่ได้ แต่จะเข้าใจว่าเป็นช่อง “นกส้ม” และประชาชนยังเข้าใจว่าเป็นสื่อของรัฐบาล ไม่ใช่สื่อสาธารณะ ซึ่งนี่เป็นโจทย์ที่ไทยพีบีเอสต้องเจอ

 

ทั้งนี้ ส่วนตัวเคยทำงานกับสื่อทั้งเอกชนและสื่อ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ และจากประสบการณ์พบว่า สื่อที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จะพูดเรื่องบางเรื่องไม่ได้ ขณะที่สื่อเอกชน เรื่องบางเรื่องที่กระทบต่อเจ้าของทุน ต้องเลี่ยงการนำเสนอ แต่ในขณะที่ตนทำงานกับไทยพีบีเอส ตนไม่เคยเจอกับข้อจำกัดเรื่องนี้เลย จะพูดประเด็นไหนก็พูดได้หมด

 

ขณะที่สื่อนานาชาติที่มีความเป็นสื่อสาธารณะด้วยนั้น มีความเป็นห่วงการได้มาซึ่งงบประมาณของไทยพีบีเอส ไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหน แต่จะต้องมีเสรีภาพและความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ สามารถทำในสิ่งที่ช่องอื่น ๆ ไม่ทำ

 

เมื่อถามว่า จะมีผลกระทบในระดับภูมิภาคอย่างไร หากมีการเปลี่ยนแปลงขึ้น นายสมัชชา นิลปัทม์ อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ทางภาคใต้ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักในส่วนภูมิภาคหรือส่วนกลาง แต่เราต้องการสื่อที่เป็นของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน และเป็นของประชาชน สังคมไทยเคยถูกควบคุมโดยรัฐอย่างเข้มข้น และถูกผ่อนคลายในช่วงเดือนพฤษภาคม 2535 แต่หลังจากนั้นเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าทุน สื่อถูกแทรกแซงโดยทุนและผสมผสานกับการเมืองด้วย นี่จะเป็นความวิตกกังวลว่าคนที่ออกแบบสื่อสาธารณะ ทำไมถึงทำงบประมาณออกมาในลักษณะนี้ ดังนั้น หากเราต้องการสื่อที่เป็นสื่อของประชาชนจริง ๆ ในอนาคต เราอาจจะต้องคิดถึงแหล่งงบประมาณใหม่

 

“อ.อังคณา” ชี้จัดสรรงบจากรัฐเสี่ยงต่อการควบคุมเนื้อหา

 

ด้าน นางสาวอังคณา พรมรักษา อาจารย์คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงบริบทภาคอีสานว่า สื่อสาธารณะต้องมีอิสระในการออกแบบกลไก เพื่อหนุนเสริมการทำงานของสื่อสาธารณะ ดังนั้น สื่อสาธารณะต้องมีการออกแบบงบประมาณ เพื่อหนุนเสริมอิสระในการทำงาน เช่น ในภาคอีสานจะเห็นกลไกในเรื่องของการกระจายอำนาจ การสื่อสารไปยังภูมิภาคต่าง ๆ และพบว่า มีการเปิดพื้นที่ให้กับคนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถทำเสร็จภายใน 1 ปีแน่นอน แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ยังมีกลไกการสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย เพื่อการผลิตข้อมูลและกลายไปสู่ความรู้สาธารณะ อีกทั้งยังมีการติดตามข้อมูลว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไร และทำให้เกิดผลกระทบอย่างไร ซึ่งหากการจัดสรรงบประมาณปีต่อปีเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก หากจะต้องมีการออกแบบเรื่องเหล่านี้ ก็จะมั่นใจได้อย่างไรว่างบประมาณแผ่นดินปีต่อปี จะหนุนเสริมให้เกิดการออกแบบกระบวนการ หรือกลไกในลักษณะเหล่านี้ ที่จะขับเคลื่อน เปิดประเด็นในพื้นที่ ชวนให้คนในชุมชนตั้งคำถาม และชวนให้สาธารณะตั้งคำถาม เพื่อนำไปสู่นโยบายและสร้างการมีส่วนร่วมต่าง ๆ

“18 ปีที่ผ่านมา กว่าจะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ เพื่อที่จะขับเคลื่อนในเรื่องเหล่านี้ เป็นไปได้ยากมาก แล้ววันหนึ่งการเคลื่อนในระดับพื้นที่เหล่านี้กำลังจะถูกตัดแขนตัดขา แล้วจะมีไอเดียว่าอันนี้ทำได้ อันนี้ทำไม่ได้ อันนี้ติดขัดตรงโน้น อันนี้ติดขัดตรงนี้ เป็นเรื่องที่โหดมาก ถ้ามองภาพเกี่ยวกับกลไกการออกแบบสื่อสาธารณะ” นางสาวอังคณากล่าว

นางสาวอังคณา ยังกล่าวต่อว่า กระบวนการผลิตสื่อมีกระบวนการในการใช้งบประมาณ ซึ่งย้อนแย้งกับระเบียบภายใต้งบประมาณแผ่นดิน ตรงนี้จึงนำมาซึ่งอิสระที่น้อยแน่นอน และที่สำคัญ หากเราขาดอิสระในการทำงานเหล่านี้ เราจะตรวจสอบผู้มีอำนาจได้หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าเงินสาธารณะต้องตรวจสอบได้ เพียงแต่ว่ากลไกการตรวจสอบนั้นใช้เงินอย่างคุ้มค่าหรือไม่ ประชาชนได้รับประโยชน์อะไรบ้าง และการตรวจสอบเหล่านี้ต้องไม่กลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมเนื้อหาและควบคุมการทำงานของสื่อ

 

หากความเป็นอิสระนำไปสู่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะเราอยู่ภายใต้งบประมาณแผ่นดิน และรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหากภาพเหล่านี้มาเป็นระบบงบประมาณของสื่อ เรื่องการออกแบบต่าง ๆ จะทำอย่างไร และหากสื่อสาธารณะจะต้องหารายได้ รายได้แบบไหนที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน และกลไกการหารายได้จะหนุนเสริมภูมิภาคได้หรือไม่ หากจะแก้กฎหมายก็ต้องแก้ให้ครบ

 

“อ.รุจน์” ลั่น เปลี่ยนแหล่งที่มารายได้เป็นข้ออ้างทางการเมืองควบคุม Thai PBS

 

ขณะที่นายรุจน์ โกมลบุตร อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงความสำคัญของงบประมาณต่อความเป็นอิสระ โดยเล่าถึงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่สื่อถูกควบคุมโดยรัฐ และต่อมามีการตั้งสื่อใหม่ที่ทำให้เกิดความเป็นกลาง คือ iTV จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ชินคอร์ปเข้าไปถือหุ้นใหญ่ที่สุด จน iTV ต้องปิดตัวลง ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็เกิดจากการเมืองที่ทำให้สื่อมีปัญหา

 

การเปลี่ยนงบประมาณจากการจัดสรรภาษีเฉพาะ มาเป็นการผ่านงบประมาณประจำปี โดยอ้างว่าจะทำให้วินัยทางการเงินการคลังดีขึ้นนั้น ต้องบอกว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เรื่องการตรวจสอบก็ตรวจสอบไป แต่วิธีการจัดสรรงบประมาณกำลังใช้หลักเกณฑ์บางอย่าง เพื่อทำให้หน่วยงานที่รับงบประมาณทำงานได้ในลักษณะอย่างไร ซึ่งประโยคที่ว่า หากรับเงินงบประมาณประจำปีแล้วจะทำให้โปร่งใสทันที ทุกคนเชื่อว่าไม่เป็นความจริง

“กกร. ทำสำรวจนักธุรกิจเพื่อสอบถามว่า ที่ผ่านมาเคยพบการทุจริตในวงราชการอย่างไร ผลออกมาปรากฏว่ามี 26 หน่วยงานที่นักธุรกิจบอกว่า เคยโดนต้องจ่ายเงิน รวม 11 กระทรวง ที่น่าสนใจพบว่า 23 จาก 26 หน่วยงานอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย และ 9 ใน 11 กระทรวงก็อยู่ภายใต้การดูแลของภูมิใจไทย และหน่วยงานที่โดนหนักที่สุดอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย เข้าใจว่าผู้นำชื่ออนุทิน โดนทั้งหมด 6 หน่วยงาน ซึ่งในนั้นมี อบจ. อบต. ด้วย ที่เป็นส่วนหนึ่งของการโกงสอบเข้า” นายรุจน์กล่าว

นายรุจน์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น การเปลี่ยนเป็นงบประมาณประจำปีจากภาษีเฉพาะ ไม่ได้แปลว่าวินัยการเงินการคลังจะดีขึ้น หรือการทุจริตจะลดลง เพราะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้เป็นเพียงข้ออ้างในการพยายามเข้ามาควบคุมไทยพีบีเอส

 

แนะ “ไทยพีบีเอส” หาแหล่งรายได้ใหม่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ บนหลักประกันความเป็นอิสระ อย่าให้ประชาชนสงสัยการใช้งบประมาณ

 

ในวงเสวนา เมื่อถามว่า "หากการเปลี่ยนแปลงงบประมาณของไทยพีบีเอสไม่ใช่ทางออก ควรจะแก้ไขอย่างไร" นายเจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แบ่งข้อเสนอออกเป็น 3 ด้าน คือ ต้องทบทวนเรื่องรายได้ของไทยพีบีเอส ซึ่งอาจนำงบประมาณมาจากกองทุน USO หรือกองทุนเพื่อการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเท่าเทียม

 

การทำคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่จะกระจายความเป็นไทยไปทั่วโลกมากขึ้น และกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง การเป็นอิสระไม่ได้แปลว่าอิสระจากการตรวจสอบ และต้องตอบคำถามกับสังคมให้ได้ในการใช้งบประมาณขององค์กร ต้องโปร่งใส เงินสาธารณะก็ถือเป็นภาษีของประชาชน ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบได้และใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นห่วงว่าเมื่อเรื่องการตรวจสอบดังขึ้นมาก การทำงานของผู้บริหารจะเชื่องช้าลง ไม่ได้เกรี้ยวกราดหรือตรวจสอบเข้มข้นแบบสมัยก่อน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นการลดทอนคุณค่าของตนเองเช่นเดียวกัน พร้อมฝากไทยพีบีเอสว่า แม้จะเป็นช่องสาธารณะ แต่จะบอกว่าไม่สนใจเรตติ้งไม่ได้ เพราะเรตติ้งต้องมี แต่ไม่ใช่เรตติ้งในเชิงปริมาณ ต้องเป็นเรตติ้งเชิงคุณภาพ ซึ่งต้องไปดูความเปลี่ยนแปลงภายหลังการนำเสนอว่าเป็นรูปธรรมและเกิดขึ้นจริงหรือไม่

 

ด้าน นายนรินทร์ นำเจริญ อาจารย์คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มีข้อเสนออย่างน้อย 5 ด้าน คือ

1.การเปิดเผยข้อมูลของไทยพีบีเอสต้องเป็นระบบ อย่าให้สังคมสงสัยในเรื่องงบประมาณ

2.ต้องสร้างระบบตรวจสอบเนื้อหาว่าประชาชนได้ประโยชน์จริงเพียงใด

3.กระบวนการบริหารต้องโปร่งใสและเปิดเผย

4.ระบบการตรวจสอบข้อเสนอจากสภาผู้ชมและสภาประชาชนว่าเสนออะไรและนำมาใช้จริงเพียงใด ต้องให้ประชาชนรับรู้

5.ระบบการเงินที่โปร่งใสบนหลักฐานและหลักประกันความเป็นอิสระ

 

เมื่อถามว่า หากต้องการปฏิรูปให้ตอบโจทย์ส่วนภูมิภาคต้องทำอย่างไร นายสมัชชา นิลปัทม์ อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า เรียกว่าตอนนี้เป็นความท้าทายของสื่อสาธารณะ นอกเหนือจากที่จะต้องถูกตรวจสอบจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องถูกตรวจสอบจากสาธารณชนอย่างเข้มข้นด้วย ซึ่งนี่อาจนำมาสู่การปรับตัวครั้งใหญ่ จึงอยากเป็นกำลังใจ เพราะไม่อยากให้เกิดภาวะเชื่องช้าจนทำให้เกียรติภูมิของการสื่อสารสาธารณะลดลง ส่วนตัวยังคาดหวังต่อการมีสื่อสาธารณะ จึงอยากส่งกำลังใจในเรื่องของการตรวจสอบให้เห็นจุดอ่อนภายในและเร่งแก้ไข

มองว่าภาษีบาปที่เป็นแหล่งเงินในขณะนี้ เริ่มมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ๆ จึงต้องมาคิดกันว่าควรจะต้องมีแหล่งรายได้ใหม่หรือไม่

ด้าน นางสาวอังคณา พรมรักษา อาจารย์คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า กฎหมายยังมีส่วนที่ติดขัดอยู่เยอะ มากกว่าปัญหางบประมาณ คือผู้ผลิตสื่อสาธารณะท้องถิ่นไม่สามารถเข้าถึงสื่อหลักได้ นอกจากนี้ นักข่าวพลเมืองไม่มีค่าตอบแทน แต่อยู่ในพื้นที่บางพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ซึ่งพวกเขาต้องการเพียงการรับรองตัวตน ดังนั้น จึงต้องการเพียงกลไกที่จะหนุนเสริมระบบนิเวศสื่อสาธารณะ และสื่อสาธารณะท้องถิ่นต้องการการหนุนเสริมด้านทรัพยากรหรือศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มาแล้วหายไป สื่อสาธารณะท้องถิ่นมีศักยภาพในการทำงานมาก แต่จะพัฒนาความสามารถอย่างไร และทำให้เป็นการกระจายอำนาจการทำงานได้อย่างแท้จริง และต้องทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นรูปธรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การฟังอย่างเดียว ดังนั้น การปฏิรูปต้องปฏิรูปทั้งหมด

 

ขณะที่นายรุจน์ โกมลบุตร อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มีข้อแนะนำคือต้องออกแบบระบบภายในให้ดี ทั้งการตรวจสอบและการทำงาน โจทย์ของไทยพีบีเอสมีเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม และที่ผ่านมา สิ่งที่ไทยพีบีเอสนำเสนอก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายเรื่อง สิ่งที่อยากให้ทำต่อคือการทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่ต้องใช้ระยะเวลา และต้องเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก

 

เรื่องรายได้ การหาแหล่งเงินใหม่ เช่น การเสียภาษีที่สามารถเลือกบริจาคให้สื่อสาธารณะได้ สภาวิชาชีพที่จะต้องรวดเร็วและเข้มแข็งกว่านี้ ปฏิรูปการเมือง หากทุกคนทำคนละจุดสองจุด จะพบว่าข้างหลังนั้นมีช้างสีน้ำเงิน 1 ตัว กำลังทำงานอยู่อย่างรุนแรง ตั้งแต่เรื่องบ้านใหญ่ สส. เรื่อง สว. เรื่อง กกต. และเรื่องดีเอสไอ

“ตลกดีที่เอาคดีเขากระโดงไปให้อยู่ภายใต้กรมที่ดิน ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย และให้การรถไฟมาดูแล ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงคมนาคมของพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งไม่มีทางที่จะหลุดได้ นี่เป็นตัวอย่างของการเคลียร์ได้ ก็เลยคิดว่าปฏิรูปสื่อแล้ว ปฏิรูปที่มาของรายได้แล้ว ต้องปฏิรูประบบการเมืองอีกรอบหนึ่งอย่างใหญ่โต เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะไปต่อไม่ได้” นายรุจน์กล่าว

นายรุจน์กล่าวต่อว่า ในการปฏิรูปสื่อของไทยพีบีเอสนั้น จะต้องมีการปรับแก้บทข่าว แต่อย่าใช้วิธีการเล่าข่าว ต้องทำบทข่าวดี ๆ ให้ปีนบันไดน้อยลง คนดูจะได้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องโครงสร้างรายการ ต้องหนักแน่นในเรื่องกลุ่มเป้าหมาย

 

ข่าวล่าสุด