เกมล็อบบี้กำลังเป็นไปด้วยความเข้มข้น ล่าสุด แกนนำพรรคเล็ก "กลุ่ม 16" ได้ร่วมหารือ กับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา มีข้อตกลงกันว่า พรรคเล็ก และก้าวไกล จะโหวตสนับสนุน ร่างพ.ร.บ.ประกอบการเลือกตั้งส.ส. ตามสูตรคำนวณส.ส.พึงมี "แบบหาร 500" ซึ่งตอนนี้ มีผู้สงวนคำแปรญัตติ ที่จะอภิปรายในสภาไว้รอท่าแล้วด้วย ผนวกกับท่าทีของ สว.พร้อมสนับสนุนสูตรนี้
ดังที่กล่าวข้างต้น อีกความเคลื่อนไหวของ"พรรคเล็ก" มาเกี่ยวโยง "พรรคเพื่อชาติ" ได้อย่างไร
เนื่องจาก"พรรคเพื่อชาติ" กำลังปรับยุทธศาสตร์พรรครับมือการเลือกตั้งที่จะมาถึง เป็นการปรับยุทธศาสตร์รองรับ"บิ๊กเนม"จากพรรคขนาดใหญ่ที่มีความสั่นคลอน
จริงอยู่ที่คอการเมืองมีภาพจำ ต่อ"พรรคเพื่อชาติ"ว่า เป็น "พรรคเสื้อแดง” นี่คือ "พรรคแตกแบงค์พัน" เพื่อรับกติกาเลือกตั้งคราวก่อน หรือนี่คือ"พรรคอะไหล่"จากบัญชาคนแดนไกล รองรับอุบัติเหตุทางการเมืองกรณี "พรรคเพื่อไทย"ถูกยุบพรรค บ้างหล่ะ
นั่นอาจเป็นความจริงแต่เป็นความจริงในอดีต เพราะปัจจุบันมิใช่แล้ว
ย้อนปมสักหน่อย นับแต่"พรรคเพื่อชาติ"เริ่มมีรอยร้าว จากกรณีของ "จตุพร พรหมพันธ์ุ" กับแกนนำคนเสื้อแดง ทำให้ไม่อยู่ในสภาพการนำพรรคเพื่อชาติได้อีกต่อไป เรียกว่าสวมคอนเวิร์ส ทางใครทางมัน ขณะที่ทุนสนับสนุน ผ่าน "สงคราม เลิศกิจไพโรจน์" เตรียมย้ายกลับ"เพื่อไทย" จึงเหลือแต่คนชื่อ "ยงยุทธ ติยะไพรัช" อดีตรมว.ทรัพยากรฯ อดีตเลขาธิการนายกฯสมัยรัฐบาลทักษิณ เป็นเสาหลักค้ำยันพรรคเพื่อชาติอยู่ ณ ตอนนี้
"แม้มีความสัมพันธ์กับคนแดนไกล แต่กับบทบาทของการรักษาสภาพพรรค จึงต้องแยกออกจากกัน ยิ่งในจังหวะของการก้าวไปข้างหน้ารับการเลือกตั้ง ต่างต้องเลือกทางเดินให้ได้ส.ส. ร่วมจัดตั้งรัฐบาล คนอย่าง "ยงยุทธ" จึงต้องมองข้ามช็อต มองข้ามความเป็นไปในอดีต "
ขณะเดียวกัน "ยงยุทธ" ยังอ่านทิศทางพรรคเพื่อไทยด้วยว่า ไม่ได้แข็งแรงเหมือนเดิม
แม้ฉากหน้าจะมีความสวยงามมาบรรเทา ผ่านวาทกรรม "อุ๋งอิ๋ง" แพทองธาร ชินวัตร "เราคือครอบครัวเพื่อไทย"
แต่สภาพภายในเพื่อไทยเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงเป็น"ครอบครัวเพื่อไทยที่ไม่ค่อยอบอุ่นนัก" เปรียบได้กับมีพ่อ แม่ ลูกหลานญาติโยมแบ่งกันเป็นสายเหนือ - สายอีสาน -สายห้องแอร์ ที่คอยรายงานคนแดนไกล สายใต้ไม่ต้องพูดถึง โดยแต่ละสาย มิได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
จึงอย่าได้แปลกใจที่ "หญิงหน่อย" สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ถอยออกมาตั้ง"พรรคไทยสร้างไทย" พร้อมกับดึง ลูกหลานใน"ครอบครัวเพื่อไทย" สายกทม. ออกมาผนึกกำลังกันใหม่ โดยล่าสุดมีการเก็บข้าวของหน้าห้อง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กันแล้ว หรือแม้แต่ เก่ง "การุณ โหสกุล" และยังมีอีกหลายรายตามมาสมทบ
เช่นเดียวกัน อย่าได้แปลกใจ ที่เหตุใด "ศรันย์วุฒิ ศรันย์เกตุ" ย้ายออกมาซบ "พรรคเพื่อชาติ" พร้อมรับเป็นหัวหน้าพรรคอีกต่างหาก แต่ขณะเดียวกัน จากการที่ "ยงยุทธ" ตอบรับ "ศรันย์วุฒิ" มานั่งหัวหน้าพรรค
แต่กำลังมีเลือดไหลออกจากเพื่อไทยต่อเนื่องชนิดไหลไม่หยุด ไม่ใช่ความระส่ำภายในเพื่อไทยเท่านั้น ยังจะมีเส้นเลือดใหญ่จาก"พรรคการเมืองอื่น" ทยอยเดินเข้าเซฟเฮาส์ย่านรามคำแหง
คนเหล่านั้นเป็นใครบ้าง ไม่ว่าเป็น "สุทิน คลังแสง" ประธานวิปฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ที่ถูกมองข้ามจากคนแดนไกล ประเคนตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้ครอบครัวใหญ่สายเหนือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สร้างความขุ่นข้องหมองใจต่อขุนพลสายอีสาน ที่อาจต้องหาที่หาทางใหม่ นั่นคือ การติดต่อเข้ามายัง "พรรคเพื่อชาติ"
อีกรายไม่อาจมองข้าม "จิรายุ ห่วงทรัพย์" ส.ส.ฝีปากกล้าแฟนคลับกทม.ตรึม เป็นอีกหนึ่งราย ที่เตรียมขยับขยาย มายัง "พรรคเพื่อชาติ" เพื่อหวังจะเติมเต็มจำนวนที่นั่งส.ส.ในกทม.
"บิ๊กเนม" อีกรายที่เคยตกเป็นข่าวจะกระโดดไปเป็นมือเศรษฐกิจให้กับ "พรรคเศรษฐกิจไทย" ที่มีผู้กองคนดัง ธรรมนัส พรหมเผ่า กลับมาผงาดรับหัวหน้าพรรค เป็นใครไปไม่ได้ นั่นคือ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" หลังดีลล่มกับพรรคเศรษกิจไทย จึงเบนเข็มมาทาง "พรรคเพื่อชาติ"
แต่ทั้งหมดทั้งปวง อยู่ภายใต้การเจรจาต่อรอง บางรายมีข้อเสนอ เป็นหัวหน้าพรรค การขอแคนดิเดตนายกฯเบอร์หนึ่งของพรรคด้วย มิพักยังรวมไปถึง แกนนำพรรคเล็กบางพรรค ที่ปวารณาตัวเข้ามาเป็นทัพหน้าชิงสนามเลือกตั้งทางอีสาน ถูกจัดเข้าบัญชีการเติมเต็มโครงสร้างพรรคเพื่อชาติไว้ล่วงหน้าแล้ว
ฉะนั้น จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน"พรรคเพื่อชาติ" อีกครั้ง ทั้งการปรับโครงสร้างพรรค ปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ภายใต้คำประกาศของผู้อยู่เบื้องหลัง
"ทุกอย่างต้องจบภายใน 6 เดือนนี้ !!!"