ทันทีที่เปิดสภา "กลุ่มพรรคเล็ก"ถูกจับตามองมากขึ้นทุกขณะ กลายเป็น"มือทองคำ" ในการกำหนดทิศทางวาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 66 รวมถึงวาระร่างกม.ลูกเลือกตั้งจะยึดสูตรใด และยังชี้เป็นชี้ตายอนาคตลุงตู่ จากวาระซักฟอก

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

 

"ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร" ยังเป็นสำนวนที่ใช้ได้กับการเมืองไทยทุกยุคทุกสมัย ยิ่งในสถานการณ์ที่แต่ละพรรคการเมืองต้องปรับกลยุทธ์เอาชนะเลือกตั้งได้ส.ส.ให้มากที่สุด เพื่อ "ร่วมจัดตั้งรัฐบาล" 

 

ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน  มีแต่ความพยายามขอเกาะกำแพงตึกไทยคู่ฟ้าได้ใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจรัฐให้ได้มากที่สุดกันทั้งนั้น 

 

ดังภาพปรากฎปัจจุบัน เมื่อกลุ่มพรรคเล็กเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด แกนนำพรรคเล็กในกลุ่ม 16  ออกมาแถลงสนับสนุนรัฐบาล ทั้งประกาศพร้อมโหวตหนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 66 ทั้งสนับสนุนรัฐบาลผ่านศึกซักฟอก (ทั้งที่ยังไม่มีการยื่นญัตติ แต่พูดล่วงหน้ากันแล้ว ) 

 

ในทางการเมืองว่ากันว่า เป็นการส่งสัญญาณถึงเจ้าของสวนกล้วย เพื่อขอรับการสนับสนุนเป็นงวดๆ  ตามขนาดของเรื่องที่มีความสำคัญลดหลั่นกันไป 

 

นั่นคือสภาพความเป็นจริง ของการดำรงอยู่ของพรรคขนาดเล็กทางการเมืองไทย ณ ขณะนี้ 

 

เช่นเดียวกับการมองต่อไปถึงสนามการเมือง ผ่านกฎกติกาการเลือกตั้งใหม่ที่พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชิงเกมนำต่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ในประเด็น ว่าด้วยสูตรคำนวณส.ส.พึงมี จะยึดหลัก  "หาร100"  หรือ "หาร 500"  ซึ่งแต่ละสูตร คิดคำนวณแล้วจะได้จำนวนที่นั่งส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อออกมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

 

พรรคการเมืองขนาดใหญ่ อย่าง "พรรคเพื่อไทย"  จับจ้องรอลุ้นให้กติกาเลือกตั้งออกมาด้วยการใช้สูตร "หาร100"  จะทำให้ได้ส.ส.จากระบบส.ส.บัญชีรายชื่อ กลับมาอย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่สูญหายเหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อนด้วยสถิติไม่น่าจดจำ 0 ที่นั่ง  อีกทั้งยังสามารถเข้าใกล้วาทกรรม "ชนะแบบแลนด์สไลด์" ตามที่คนแดนไกลคาดหวัง   

 

แต่หาก ที่ประชุมร่วมสภา เทคะแนน ด้วยการยึดกติกาการเลือกตั้งตามสูตร "หาร500" ผลออกมาตรงกันข้ามข้างต้น  

 

กล่าวคือ พรรคการเมืองขนาดใหญ่ต้องทำใจ เพราะในเมื่อ ได้ส.ส.ระบบเขตจำนวนมากไปแล้ว "การหาร 500"  ย่อมทำให้เกิดคะแนนช่วยพรรคต่างๆ ได้มีโอกาสเข้าสภาแบบเฉลี่ยๆกันไป  ดังตัวอย่างจากการเลือกตั้งเมีอปี 62  พรรคเล็กพรรคน้อยได้ส.ส.เข้าสภา พรรคละหนึ่งคนสองคน หรือแม้แต่ "พรรคเพื่อชาติ" ยังได้อานิสงค์ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อถึง 4 ที่นั่ง ซึ่งกำลังจะขอกล่าวต่อไปนับจากนี้    

 

สำหรับการพิจารณาร่างกม.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในประเด็นใช้สูตรใดหารนั้น แม้กมธ.วิสามัญแก้รธน.จะมีมติเสนอสูตร หาร 100 แต่ก็ยังไม่ถือว่าเรื่องนี้จะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ยังต้องรอลุ้นกระบวนการพิจารณาในสภาอีกหลายยก แว่วมาว่า อาจมีรายการ "เกมพลิก" 

เกมล็อบบี้กำลังเป็นไปด้วยความเข้มข้น ล่าสุด แกนนำพรรคเล็ก "กลุ่ม 16"  ได้ร่วมหารือ กับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา มีข้อตกลงกันว่า  พรรคเล็ก และก้าวไกล จะโหวตสนับสนุน ร่างพ.ร.บ.ประกอบการเลือกตั้งส.ส. ตามสูตรคำนวณส.ส.พึงมี  "แบบหาร 500"   ซึ่งตอนนี้ มีผู้สงวนคำแปรญัตติ ที่จะอภิปรายในสภาไว้รอท่าแล้วด้วย   ผนวกกับท่าทีของ สว.พร้อมสนับสนุนสูตรนี้ 

 

พรรคเล็กขยับ จับตา"พรรคเพื่อชาติ"ในวันที่ครอบครัวเพื่อไทยไร้ความอบอุ่น

 

ดังที่กล่าวข้างต้น อีกความเคลื่อนไหวของ"พรรคเล็ก" มาเกี่ยวโยง "พรรคเพื่อชาติ" ได้อย่างไร 

 

เนื่องจาก"พรรคเพื่อชาติ" กำลังปรับยุทธศาสตร์พรรครับมือการเลือกตั้งที่จะมาถึง เป็นการปรับยุทธศาสตร์รองรับ"บิ๊กเนม"จากพรรคขนาดใหญ่ที่มีความสั่นคลอน 

 

จริงอยู่ที่คอการเมืองมีภาพจำ ต่อ"พรรคเพื่อชาติ"ว่า เป็น "พรรคเสื้อแดง” นี่คือ "พรรคแตกแบงค์พัน" เพื่อรับกติกาเลือกตั้งคราวก่อน  หรือนี่คือ"พรรคอะไหล่"จากบัญชาคนแดนไกล รองรับอุบัติเหตุทางการเมืองกรณี "พรรคเพื่อไทย"ถูกยุบพรรค บ้างหล่ะ  

 

นั่นอาจเป็นความจริงแต่เป็นความจริงในอดีต เพราะปัจจุบันมิใช่แล้ว 

 

ยงยุทธ  ติยะไพรัช  แกนนำพรรคเพื่อชาติ

 

ย้อนปมสักหน่อย นับแต่"พรรคเพื่อชาติ"เริ่มมีรอยร้าว จากกรณีของ "จตุพร พรหมพันธ์ุ" กับแกนนำคนเสื้อแดง ทำให้ไม่อยู่ในสภาพการนำพรรคเพื่อชาติได้อีกต่อไป เรียกว่าสวมคอนเวิร์ส ทางใครทางมัน  ขณะที่ทุนสนับสนุน ผ่าน "สงคราม   เลิศกิจไพโรจน์" เตรียมย้ายกลับ"เพื่อไทย"  จึงเหลือแต่คนชื่อ "ยงยุทธ  ติยะไพรัช"  อดีตรมว.ทรัพยากรฯ  อดีตเลขาธิการนายกฯสมัยรัฐบาลทักษิณ เป็นเสาหลักค้ำยันพรรคเพื่อชาติอยู่ ณ ตอนนี้  

 

"แม้มีความสัมพันธ์กับคนแดนไกล  แต่กับบทบาทของการรักษาสภาพพรรค  จึงต้องแยกออกจากกัน  ยิ่งในจังหวะของการก้าวไปข้างหน้ารับการเลือกตั้ง ต่างต้องเลือกทางเดินให้ได้ส.ส. ร่วมจัดตั้งรัฐบาล  คนอย่าง "ยงยุทธ" จึงต้องมองข้ามช็อต มองข้ามความเป็นไปในอดีต  "

 

ขณะเดียวกัน "ยงยุทธ" ยังอ่านทิศทางพรรคเพื่อไทยด้วยว่า ไม่ได้แข็งแรงเหมือนเดิม

 

แม้ฉากหน้าจะมีความสวยงามมาบรรเทา ผ่านวาทกรรม  "อุ๋งอิ๋ง" แพทองธาร ชินวัตร  "เราคือครอบครัวเพื่อไทย" 

แต่สภาพภายในเพื่อไทยเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงเป็น"ครอบครัวเพื่อไทยที่ไม่ค่อยอบอุ่นนัก" เปรียบได้กับมีพ่อ แม่ ลูกหลานญาติโยมแบ่งกันเป็นสายเหนือ - สายอีสาน -สายห้องแอร์ ที่คอยรายงานคนแดนไกล  สายใต้ไม่ต้องพูดถึง  โดยแต่ละสาย มิได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

 

จึงอย่าได้แปลกใจที่ "หญิงหน่อย"  สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ถอยออกมาตั้ง"พรรคไทยสร้างไทย" พร้อมกับดึง ลูกหลานใน"ครอบครัวเพื่อไทย" สายกทม. ออกมาผนึกกำลังกันใหม่ โดยล่าสุดมีการเก็บข้าวของหน้าห้อง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กันแล้ว หรือแม้แต่ เก่ง "การุณ โหสกุล" และยังมีอีกหลายรายตามมาสมทบ  

 

ศรันย์วุฒิ  ศรันย์เกตุ  หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ คนปัจจุบันที่อาจถึงเวลาปรับโครงสร้างพรรคใหม่รับ"บิ๊กเนม"

 

เช่นเดียวกัน อย่าได้แปลกใจ ที่เหตุใด "ศรันย์วุฒิ  ศรันย์เกตุ" ย้ายออกมาซบ "พรรคเพื่อชาติ" พร้อมรับเป็นหัวหน้าพรรคอีกต่างหาก แต่ขณะเดียวกัน จากการที่ "ยงยุทธ" ตอบรับ "ศรันย์วุฒิ" มานั่งหัวหน้าพรรค 

 

แต่กำลังมีเลือดไหลออกจากเพื่อไทยต่อเนื่องชนิดไหลไม่หยุด  ไม่ใช่ความระส่ำภายในเพื่อไทยเท่านั้น ยังจะมีเส้นเลือดใหญ่จาก"พรรคการเมืองอื่น" ทยอยเดินเข้าเซฟเฮาส์ย่านรามคำแหง

 

สุทิน  คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านจากพรรคเพื่อไทย กับกระแสข่าวย้ายเข้าพรรคเพื่อชาติ

 

คนเหล่านั้นเป็นใครบ้าง ไม่ว่าเป็น "สุทิน คลังแสง" ประธานวิปฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ที่ถูกมองข้ามจากคนแดนไกล ประเคนตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้ครอบครัวใหญ่สายเหนือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  สร้างความขุ่นข้องหมองใจต่อขุนพลสายอีสาน ที่อาจต้องหาที่หาทางใหม่ นั่นคือ การติดต่อเข้ามายัง "พรรคเพื่อชาติ" 

 

อีกรายไม่อาจมองข้าม "จิรายุ  ห่วงทรัพย์"  ส.ส.ฝีปากกล้าแฟนคลับกทม.ตรึม เป็นอีกหนึ่งราย ที่เตรียมขยับขยาย มายัง "พรรคเพื่อชาติ" เพื่อหวังจะเติมเต็มจำนวนที่นั่งส.ส.ในกทม.  

 

 มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์  อดีตส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่  เป็นอีกรายที่อยู่ระหว่างเจรจากับพรรคเพื่อชาติ

 

"บิ๊กเนม" อีกรายที่เคยตกเป็นข่าวจะกระโดดไปเป็นมือเศรษฐกิจให้กับ "พรรคเศรษฐกิจไทย" ที่มีผู้กองคนดัง ธรรมนัส พรหมเผ่า กลับมาผงาดรับหัวหน้าพรรค  เป็นใครไปไม่ได้ นั่นคือ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์"  หลังดีลล่มกับพรรคเศรษกิจไทย  จึงเบนเข็มมาทาง "พรรคเพื่อชาติ"  

 

แต่ทั้งหมดทั้งปวง อยู่ภายใต้การเจรจาต่อรอง  บางรายมีข้อเสนอ เป็นหัวหน้าพรรค การขอแคนดิเดตนายกฯเบอร์หนึ่งของพรรคด้วย มิพักยังรวมไปถึง แกนนำพรรคเล็กบางพรรค ที่ปวารณาตัวเข้ามาเป็นทัพหน้าชิงสนามเลือกตั้งทางอีสาน ถูกจัดเข้าบัญชีการเติมเต็มโครงสร้างพรรคเพื่อชาติไว้ล่วงหน้าแล้ว


ฉะนั้น จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน"พรรคเพื่อชาติ"  อีกครั้ง ทั้งการปรับโครงสร้างพรรค ปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ภายใต้คำประกาศของผู้อยู่เบื้องหลัง

"ทุกอย่างต้องจบภายใน 6 เดือนนี้ !!!"