สุภาษิตคำว่า "ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร" ยังคงใช้ได้กับการเมืองไทย ภายหลังเกิดกระแสข่าวหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล เตรียมสละเก้าอี้เนื่องจากแนวคิดและวิธีการทำงาน แตกต่างกันจนยากที่จะสมาน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

 

โดย พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย เปิดใจกับ "เนชั่นทีวี" ต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น

 

ฟังชัดๆ "บิ๊กน้อย"เปิดใจรอยร้าว"ผู้กองธรรมนัส" สะเทือนพรรคเศรษฐกิจไทย

 

"การเมืองต้องพัฒนา ประชาชนยังไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ต้องหาพยายามดูคนเข้ามาทำเพื่อบ้านเมือง เสียสละ เอาแต่ประโยชน์ตัวเองไม่ได้ ผมอายุ 72 ปี ผมพอมีสติปัญญา กำลังกาย ทำการเมืองได้บ้าง อาจไม่ทันคนอื่น การเมืองคนดีมี แต่คนชั่วมากกว่า พูดต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง ผมรับไม่ได้ ผมคนตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่ใช่วันหนึ่งมาหลอกล่อ เอาประโยชน์ตัวเอง" เสียงสะท้อนแรกของ พล.อ.วิชญ์

 

"หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย" ระบุว่า วันนี้ตั้งใจจะมีเซอร์ไพรส์ แต่พอคิดไปคิดมา ประกอบกับมีคนโทรศัพท์มาพูดคุย ขอให้ทบทวนเรื่องการลาออก และตั้งสติก่อนทำ แม้การเมืองยอมรับว่าไม่ใช่ทาง แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุด แต่เจออุปสรรค แล้วนักการเมืองคิดเอาตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่ส่วนรวม ซึ่งต้องคิดถึงประชาชน บ้านเมือง หากทำให้เกิดผลเสียต่อประเทศ เกิดความแตกแยกไม่สามัคคี ประเทศไปไม่ได้ และการเลือกตั้งมีกติกา แพ้ชนะไม่สำคัญ ทำให้ประชาชนอยูดี กินดี เป็นโจทย์หลัก ไม่ใช่ประโยชน์ของตัวเอง

 

 

 

 

สำหรับฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจคิดลาออก

 

การไม่ให้เกียรติ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แม้จะในตำแหน่งอะไรก็ตาม ส่วนตัวเป็นทหารมาก่อน แม้เป็นใครต้องให้เกียรติ จุดนี้ที่คิดว่าสำคัญกับผม และทำให้ทำงานร่วมกันไม่ได้ เมื่อไม่รับฟังคนอื่น พูดถูกไม่ถูก ต้องฟัง มาตัดสินใจอะไรเป็นไปได้ หรือดีต่อส่วนรวม ไม่ใช่ไม่ฟัง แถมกีดกัน ซึ่งคิดว่าไม่ถูก

 

ฟังชัดๆ "บิ๊กน้อย"เปิดใจรอยร้าว"ผู้กองธรรมนัส" สะเทือนพรรคเศรษฐกิจไทย

 

"จริงๆ แล้ว มีจุดให้เราไม่เข้าใจ คือ บุคคลที่สามเสี้ยม ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี จนมีปัญหา บุคคลที่สามอันตรายที่สุด แต่สำคัญอยู่ที่ตัวเราเอง ถ้าทำดีก็ดี ทำไม่ดีก็ไม่ดี ทำแล้วต้องยอมรับ ที่มีอยู่ในใจตัวเอง หลายอย่าง อาจทำให้ท้อ ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมอายุเยอะ พอช่วยบ้านเมืองได้ตัดสินใจมาเอง ส่วนเซอร์ไพรส์รอก่อนให้ถึงเวลา ผมพยายามทำทุกอย่าง ตอนจบตั้งแต่นักเรียนนายร้อย มีหน้าที่อะไรทำไป ที่มอบหมายให้ แต่เมื่อทำมีคนกีดกันขัดขวาง คงไม่ไหว"

 

สำหรับทิศทางพรรคเศรษฐกิจไทย

 

ทุกคนตั้งใจทำงาน แต่ปัญหาผมไม่มีอะไรกับใคร แต่ผมกับเลขา ไม่เข้าใจในทิศทางเดียวกัน ไปด้วยกันลำบาก สิ่งสำคัญ รับฟังสองฝ่ายไปได้ แต่การรับฟังไม่มี เชื่อคนที่สาม ซึ่งไม่น่าทำ ถ้านั่งคุยกัน แต่ถ้าไปแล้ว คนในพรรคมาใหม่ ผมเห็นใจถึงความตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง เมื่อเกิดปัญหาหลายคนผิดหวังกับสิ่งที่ตั้งใจ แต่ผมตัดขาดไม่ได้ เพราะยังห่วง ผมอยากให้พรรคเดินต่อไปได้ มีคนขออย่าด่วนตัดสินใจ ไม่อยากคิดอะไรมาก ผมห่วงคนมาช่วยพรรค หากลาออกทุกอย่างหยุดหมด

 

เหตุผลที่ทำให้เกิดปัญหาเพราะเห็นไม่ตรงกันเรื่องการสนับสนุนรัฐบาล

 

มีส่วนหนึ่ง แต่การตั้งพรรคการเมือง ต้องการทำการเมืองสร้างสรรค์ อะไรดีสนับสนุน ไม่ถูกต้องก็ไม่สนับสนุน ซึ่งเป็นจุดยืนไว้นานแล้ว ถ้าไปมองภาพทุกอย่างรัฐบาลทำไม่ดี ไม่ใช่ เพราะการแก้ไม่สามารถทำได้วันเดียว ปัญหารัฐบาลมีทุกวัน ทั้งสถานการณ์โรคระบาด ราคาสินค้า รัฐบาลพยายามแก้ แต่จะให้ถูกใจคงไม่ได้ อย่ามองตรงนี้จุดเดียว ไม่ควรเอาอารมณ์มาตัดสิน และผมมีจุดยืนเรื่องนี้พอสมควร

 

ปัญหาการนำภายในพรรค

 

เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อสวมหัวโขนนี้ ผมต้องดูแลในทิศทางเดียวกันให้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ประชาชน บ้านเมือง แต่ละคนมีหน้าที่ตัวเอง แต่บางสิ่งพูดอะไรไป กลายเป็นหุ่น ที่จับนั่งตรงนั้นตรงนี้ มาสั่งการทำอะไรต่างๆ แต่ผมเป็นคนอยากทำงานให้ดี ซึ่งฟังทุกคนมีข้อเสนอแนะดีๆ บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ทำตาม ผมไม่ใช่หุ่น เป็นหัวหน้าแต่ไม่ได้บ้าตำแหน่งหรืออำนาจ ฟังเสียงส่วนรวม ว่าอย่างไรเอาตามนั้น ไม่ใช่ไม่ได้แล้วขัดหรือไม่ฟัง ผมปกคองหน่วยทหารมาเยอะ ฟังเสียงลูกน้องมาตลอด ต้องการอะไร ผมยึดหลักนี้มาตลอดเวลา

 

ฟังชัดๆ "บิ๊กน้อย"เปิดใจรอยร้าว"ผู้กองธรรมนัส" สะเทือนพรรคเศรษฐกิจไทย

 

ส่วนการทำงานการเมืองเลขาฯมีกลุ่ม-ก๊วน

 

ผมไม่ว่าตรงจุดนั้น จะดึงจากพรรคโน้น พรรคนี้ มาผนึกกันไม่มีปัญหา แต่การทำงานต้องให้เกียรติ ไม่ใช่คิดในก๊วน หรือคิดเอง เออเอง ไม่ใช่ การเมืองไม่ใช่แค่กลุ่มหนึ่ง 18 คน แต่ประกอบด้วยบุคคลมาเป็นพรรค และเจ้าของพรรค คือ ประชาชน ดังนั้น การเป็นสมาชิกต้องฟัง ไม่ควรแบ่งกลุ่ม แม้กลุ่มใหญ่ครอบงำพรรคได้ ทำตามอำเภอใจไม่ได้ ผมกับ 18 คน ไม่มีปัญหา แต่การกระทำส่อลักษณะต้องการที่จะทำของตัวเอง ไม่ฟัง ก็ลำบาก การเข้ามาของเขาเพื่อประโยชน์ต่อไป ไม่ได้ปักหลัก

 

"สมมติว่าเขาจะไปที่ไหนตามต้องการ ต้องคิดถึงส่วนรวมพรรค กว่าจะตั้งมาได้ ไม่ใช่ง่ายๆ ผมคิดว่าไม่ใช่แนวทางเดียวกันตั้งแต่เริ่มต้น ปัญหารุมล้อมมีเยอะ มีบุคคลที่สามคอยเสี้ยม ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา"

 

การเชิญทีมเศรษฐกิจเข้าพรรคประกอบกับกระแสข่าวเลขาฯจะย้ายไปพรรคอื่น

 

การทำพรรคให้เดินหน้าเพื่อประชาชน บ้านเมือง แต่เขาไม่เคยให้ความสนใจ และมองว่าอะไรเกิดขึ้น จะมาพักหรือชั่วคราว แต่สิ่งสำคัญ ไม่จริงใจในการทำกันอยู่ ต้องมองภาพรวม เช่น วิชิต ปลั่งศรีสกุล รองหัวหน้าพรรค ที่สละมาอยู่กับพรรค ตั้งใจทำงาน ถีงเวลาทำงานตามยุทธศาสตร์ แต่เลขาฯไม่ให้ความสนใจ ไม่รู้คิดอะไร แต่คิดว่าไม่ทำงานให้พรรค คิดเพื่อประโยชน์ตัวเองไม่ใช่ ค่อยๆเปิดตัวตนออกมา

 

"จุดนี้ เป็นจุดหนึ่ง เขาหรือเราไป มันต้องขึ้นกับส่วนรวม จะเอาใครไว้ การทิ้งไปโดยตัวเองไม่สนใจ ไม่ใช่นิสัยผม ดังนั้น ต้องกลับไปทบทวนตัวเอง จะทำในสิ่งดีที่สุด ให้พรรคเดินต่อไปได้ และไม่ใช่ผมไม่อยากคุย ใจผมไม่มีอะไร มีแต่ต้องการสร้างความปรองดอง สามัคคี ถ้าทำในพรรคไม่ได้ แล้วจะทำให้ประเทศปรองดอง ได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้"

 

สมัยประชุมที่กำลังเปิดรัฐบาลเจอป่วนแน่

 

อยู่ที่ตัวเลขาฯ พยายามเอาความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก ลำบาก การทำให้รัฐบาลปั่นป่วน ไม่ควร เพราะเราไม่ได้ตั้งพรรคเป็นฝ่ายค้าน ยังเป็นส่วนหนึ่งรัฐบาลอยู่ ก็ต้องฟังเสียงพรรคร่วม ถ้ามีจุดยืน มองแล้ว ทำไม่ถูกก็รับไม่ได้ แต่การที่เลขาฯไปรวมกลุ่ม สิ่งนี้ต้องฟังพรรค มีมติอย่างไร เห็นหรือไม่เห็นด้วยต้องทำตาม ไม่เช่นนั้นจะมีพรรคไว้ทำไม

 

ส.ส.ทั้งหมดเป็นกลุ่มของเลขาฯ

 

ผมคุยได้กับทุกคน ไม่เข้าใจเลขาฯว่ามีความคิดอย่างไร ไม่เคยพูด หรือชี้แจง อยากทำไรต่างๆ คิดเองไปว่าในกลุ่มข้ามหัวคนอื่น ไม่ควรทำ เพราะพรรคมีคณะกรรมการ ก็ควรมาพิจารณาร่วมกัน เห็นพ้องมีมติออกไป ไม่ใช่คิดในกลุ่ม บางคนไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องไป บางคนโทรมาบอกให้ใจเย็น ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใครแม้กับท่านเลขาฯ แต่ไม่ได้คุยกัน ซึ่งเลขาฯ ไม่เคยให้ความสำคัญในพรรค ผมคิดมาตลอดว่าจะเดินไปได้อย่างไร

 

ฟังชัดๆ "บิ๊กน้อย"เปิดใจรอยร้าว"ผู้กองธรรมนัส" สะเทือนพรรคเศรษฐกิจไทย

สถานการณ์ภายในพรรคอึมครึม

 

เลขาฯ มีเป้าหมาย ทางพรรคจะเห็นชอบหรือไม่ รู้ควรทำอย่างไรต่อไป ไม่ควรปล่อยให้เกิดปัญหา เพราะอย่าลืมว่าพรรคต้องส่งคนลงสมัคร จะหาเสียงอย่างไร หากแตกคอไม่สามัคคี ทำงานไปไม่ตรงกัน ใครจะมาทำการเมืองสร้างสรรคต่อไปได้ในสิ่งที่จะทำ

 

ส่วนการทาบทาม ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล กับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ร่วมพรรค

 

ทั้งสองคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักเศรษฐกิจ มีประสบการณ์ ถือเป็นบุคลากรทางเศรษฐกิจจริงๆ ผมหวังให้คนเหล่านี้มาอยู่พรรคทำการเมือง เพื่อแก้ปัญหา แต่การมาหรือไม่ ต้องดู ซึ่งผมมองว่าเขาคิดถูก จะตอบรับมาง่ายๆ ก็คงไม่ใช่ เพราะพรรคยังไม่สามัคคี จะเข้ามาทำไมไม่มีประโยชน์

 

"ผมตัดสินใจเร็วไป พลาดจริงๆ ตัวผมไม่คิดเล่นการเมือง รับราชการ ทำกีฬา วันหนึ่งเกิดตัดสินใจเร็วไปหน่อย ผมคิดว่าอยากช่วยพล.อ.ประวิตร เราเองยังพอที่จะไหวทำได้ เลยคิดตัดสินใจ แต่ไม่ได้มองคนรอบข้างตัวเอง มองคนง่ายเกินไป"

 

ผมยอมรับว่าไม่ได้สนิทอะไรกันกับเลขาฯ แต่ตอนสมัยอยู่สนามม้าราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผมรู้จัก เสธ.ไอซ์ หรือ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต เพราะเป็นตท.รุ่น 10 รุ่นพี่ ก่อนกลายมาเป็นเพื่อน และโตมาอยู่สนามม้านางเลิ้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นลูกน้องเสธ.ไอซ์ ไม่สนิทกับผม เคยเห็นผิวเผิน แต่สิ่งสำคัญ คนเราไม่มีด้านลบอย่างเดียว มีด้านบวก แต่ผมมองด้านบวกมากกว่าลบ พอออกมาการกระทำส่อลบมากกว่าบวก ผมก็ไม่บวก 100% คิดว่าตรงนี้ คนเราตั้งใจทำงานเสียสละเพื่อบ้านเมือง ซึ่งผมชอบคนช่วยบ้านเมือง ทำให้ดีขึ้น ก็ชักชวนมาอยู่กับพล.อ.ประวิตร

 

ฟังชัดๆ "บิ๊กน้อย"เปิดใจรอยร้าว"ผู้กองธรรมนัส" สะเทือนพรรคเศรษฐกิจไทย

 

ส่วนเรื่องการปรับจูนการทำงานร่วมกับเลขาฯพรรค

 

ถ้าต้องการมานั่งคุยกัน พร้อมรับฟังเหตุผลทุกอย่าง ผมตั้งใจทำพรรคให้เดิน ทำให้ประเทศสงบ ประชาชนกินดีอยู่ดี หันหน้ามาคุยกันได้ ผมไม่ปิด เปิดให้ทุกคนมาปรับความเข้าใจ แต่ต้องจริงใจ มีอะไรพูดตรงๆ ผมตรงไปตรงมา ไม่อยากพูดอย่างทำอย่าง ผมเชื่อว่าเขามีดีล แต่ไม่พูดกับผม ควรพูดตรงๆ ซึ่งการดีลเป็นสิทธิ์ ถ้าไม่ต้องการอยู่นี่ ไม่ต้องปิดบัง หรือทำแบบนี้ ให้ไปคุยที่ไหนก็พร้อม คนกล้าทำอย่างนี้ได้ เป็นคนจริงๆ คนกับมนุษย์ต่างกัน

 

"ผมไม่ใช่ ตุ๊กตา จะจับไปซ้ายที ขวาที คนไม่ใช่สิ่งของ และพรรคมีกรรมการบริหาร ควรพิจารณาร่วมกัน ฟังเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ งานอะไรต้องเข้าพรรค ไม่ใช่กลุ่มหรือทำพลการ ผมหรือคุณออกก็ว่ากันไป  จะโหวตล้มรัฐบาล ความคิดเขา แนวทางออกมาอย่างนั้น กลับไปฝ่ายค้าน เห็นชัดเจนทำอะไร"

 

มุมมองรัฐบาลยังไม่ได้ผิดพลาด

 

รัฐบาลอยู่มาเกือบ 4 ปี ไม่ถึง 11 เดือน หมดวาระการบริหาร และทุกพรรคเตรียมเลือกตั้งใหญ่ เพื่อสู้กันต่อไป ไม่เห็นต้องหยุดหรือทำลายไม่ให้บริหาร ซึ่งนายกฯพยายามทำงานแก้ไข บางคนใช้อารมณ์บ้างธรรมดา เมื่อถูกจี้ถามเยอะ แต่นายกฯไม่มีอะไร เป็นคนตั้งใจทำงาน

 

มีการมองว่าไม่ถูกกันกับนายกฯ

 

ผมไม่เคยมักใหญ่ใฝ่สูง ผมทำงานในตำแหน่งไดัรับมา ผมรับราชการ ไม่ได้แข่ง รู้ใครควรยังไง และรู้ตัวเองกับตำแหน่งได้รับมา คนไปคุยกันเอง บอกว่าไม่ถูกกัน ขัดแย้งสมัยขึ้น ผบ.ทบ. ซึ่งไม่จริง ผมเดินตามพล.อ.ประวิตร มาตลอด สั่งสอนผมมา ช่วยดูแลผมมาตลอด ผมยอมรับได้ทุกอย่าง ไม่คิดแก่งแย่งชิงดี ปัจจุบันทำการเมืองไม่คิดอยากเป็นใหญ่ คิดอย่างเดียวทำบ้านเมืองให้ประชาชนกินดีอยู่ดี สิ่งที่เคารพ คือ ราชวงศ์

 

"ในหลวงผมเห็นมาตั้งแต่เกิด ทำอะไรให้ประชาชนบ้าง วันนี้ผมยังกราบไหว้ เรามีแผ่นดินอยู่เพราะใคร เรารู้กำพืดมาอย่างไร ทุกวันนี้ต้องเคารพเทิดทูน ตอบแทนแผ่นดินจนตาย จุดยืนและจุดหลักของผม"

 

ผมไม่มีปัญหากับท่าน สมัยบริหาร อย่าคิดว่าท่านเป็นอะไรต่างๆ แต่คนเราไม่มีอะไรดีเต็มร้อย และเชื่อว่าทุกคนรักประเทศ แค่ความคิดแตกต่าง เพียงแต่ต้องฟัง เพื่อจะเดินแก้อย่างไร บ้านเมืองประกอบหลายอย่าง ช่วยคิด ช่วยทำ อย่ามองคนคิดต่างเป็นศัตรู ผมเป็นนายทหารประชาธิปไตย ไม่ได้คิดมารัฐประหาร ผมเคยถูกมองเป็นหัวหน้ารัฐประหารเมื่อปี 52 ถามว่าเป็นไปได้อย่างไร

 

หากให้เลือกการเมืองกับกีฬา

 

ถ้าผมออก ไม่เอาแล้ว เข็ด เราไม่ใช่นักการเมือง เราพูดอะไรทำตามนั้น และที่ห่วงคือบ้านเมือง ลูกหลานจะอยู่อย่างไร คนเราต้องรู้จักเสียสละ และการเสียสละควรอยู่ในใจ ทำเพื่อส่วนรวมก่อนตัวเอง และจุดยืนผมไม่มักใหญ่ใฝ่สูง บั้นปลายอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ประชาชนกินดีอยู่ดี และตัวเองอยู่เย็นเป็นสุข ทรัพย์สินเงินทอง ตายไปเอาไปไม่ได้ อย่าใฝ่หาทำสิ่งไม่ถูกต้อง

 

"ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเรื่องพอเพียง ถูกต้องแล้ว ควรยึดหลักไว้ ใครทำได้หรือไม่ก็ต้องพยายามฝึกใจตัวเอง ผมไปได้ต่อการเมือง ผมจะทำให้ดีที่สุด ถ้ายังแตกเป็นกลุ่มก๊ก ยากที่อยู่ ลูกหลานอยู่อย่างไร วันนี้ข้าวไม่มีกินแล้วเราจะช่วยเหลืออย่างไร มองคนอื่นก่อน อย่ามองแต่ตัวเอง คนไม่มีกินเยอะ"