ส่วนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำหนดว่าภาครัฐควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อ ความมั่นคงทางรายได้ยามชราภาพของผู้ประกันตน เนื่องจากการปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพในลักษณะดังกล่าวย่อมทำให้รายได้หลังเกษียณ ของผู้ประกันตนลดลงจนอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในอนาคตและมีความเสี่ยงที่จะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐในท้ายที่สุด นอกจากนั้นหากมีผู้ประกันตนเลือกรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็นจำนวนมากก็อาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมในระยะยาวอีกด้วย
ด้านกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่ารัฐบาลควรมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงหลักประกันชราภาพในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อความมั่นคงของรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน เนื่องจากการเปิดทางเลือกให้สามารถเลือกรับเงินบำเหน็จขราภาพได้ ในกรณีที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน อาจส่งผลให้ผู้ประกันตนขาดความมั่นคงทางรายได้ยามชราภาพ นำมาซึ่งส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังของรัฐบาลในระยะยาว รวมทั้งควรมีการกำหนดทางเลือกเชิงนโยบายอื่น เช่น การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเฉพาะกิจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ หรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆ นอกเหนือจากการให้ผู้ประกันตนสามารถนำเงินสะสม บำเหน็จบำนาญชราภาพบางส่วนมาใช้ดำรงชีพ หรือนำไปลงทุนทำงานอื่นๆในช่วงที่ประสบเหตุวิกฤต โดยไม่เสียดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการล้มละลายของกองทุนประกันสังคม ซึ่งอาจมีผลตอบแทนในการลงทุนที่ต่ำกว่าเดิม และควรให้ความสำคัญกับประเด็นการให้กลุ่มแรงงานนอกระบบได้เข้าสู่การคุ้มครองเพิ่มมากขึ้น โดยการพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้เพียงพอเหมาะสม และการให้นายจ้างเข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อข้อจำกัดและความสามารถในการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตนในแต่ละกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้สามารถดึงดูดแรงงานนอกระบบเข้ามาในระบบมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดโอกาส
ให้กลุ่มคนด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบาง เข้าสู่ระบบประกันตนได้มากขึ้นด้วย