นอกจากนี้ค่าไฟฟ้างวดปลายปี 65 ก็จะต้องปรับขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระ กฟผ. ลงได้ส่วนหนึ่ง เพราะหากไม่ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเลย กฟผ.จะต้องแบกรับภาระหนักเกินไป และขาดสภาพคล่องมากขึ้นอีก อย่างไรก็ตามในอนาคตหากราคาค่าไฟฟ้าปรับลดลง ก็จำเป็นต้องอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวเก็บค่าไฟฟ้าคืนให้กับ กฟผ. ด้วยเช่นกัน
ส่วนกรณีแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ ต้องใช้เวลา 1-2 ปีกว่าจะกลับมาผลิตก๊าซฯ ได้เต็มประสิทธิภาพตามสัญญาที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันผลิตได้ประมาณ 350 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากผู้รับสัมปทานรายเดิมไปสู่ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ของผู้ผลิตรายใหม่ ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ตลาดโลกมีราคาสูงหลังได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย - ยูเครน ดังนั้นการตรึงค่าไฟฟ้าจึงไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม เนื่องจากปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นเวลานาน 1 - 2 ปี และ กกพ. ไม่มีเงินเพียงพอจะช่วยตรึงค่าไฟฟ้า ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องพิจารณาปรับขึ้นค่า Ft งวดปลายปี 2565 (ก.ย.-ธ.ค. 2565) แต่ กกพ. จะปรับขึ้นโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน และธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้าจะต้องอยู่รอดด้วย เพื่อความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนต่อไป
ด้านแหล่งข่าวจาก กฟผ. เปิดเผยว่า หากการพิจารณาค่าไฟฟ้าส่วนค่า Ft งวดเดือน ก.ย. - ธ.ค.65 นี้ไม่มีการปรับขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่แท้จริง และรัฐยังมีนโยบายให้ กฟผ.รับภาระค่า Ft แทนประชาชนเพิ่มขึ้นอีก จะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของ กฟผ. เป็นอย่างมาก เพราะตัวเลขของต้นทุนค่าเอฟทีจริงที่ประเมินไว้และต้องเป็นภาระต่อ กฟผ.ที่จะต้องแบกแทนประชาชนไปก่อน จะสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท
ในขณะที่ ภาระค่า Ft ที่ กฟผ. แบกไว้อยู่ในปัจจุบัน ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท จะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของ กฟผ. ที่กำลังมีการเจรจาขอติดหนี้ค่าเชื้อเพลิงกับ ปตท. ที่ กฟผ. ต้องจ่ายทุกเดือน และต้องการให้รัฐช่วยดูแลให้ ปตท. ช่วยคิดอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมมากกว่านี้ ในฐานะที่ทั้งสององค์กรต่างเป็นรัฐวิสาหกิจในการกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานที่ต้องทำหน้าที่สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ
ขอบคุณข้อมูลจาก Energy News Center ศูนย์ข่าวพลังงาน