เนชั่นทีวี

ข่าว

อ่านทาง"ปริญญ์"ขู่ฟ้องกลับ...ขยับเพื่ออะไร? 

04 พ.ค. 2565

อ่านทาง"ปริญญ์"ขู่ฟ้องกลับ...ขยับเพื่ออะไร? 

ขยายความจากท่าทีล่าสุดของ "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" ที่ออกมาจะปกป้องชื่อเสียงของตนเองและครอบครัว ด้วยการฟ้องกลับในข้อหา "แจ้งความเท็จ" และ "หมิ่นประมาท" กับผู้เกี่ยวข้องทุกคน ทำให้น่าพิจารณาต่อไปว่า เป้าหมายต่อไปคือใครกันบ้าง 

แต่การจะถอดรหัสนี้ได้ ต้องเข้าใจประมวลกฎหมายอาญาเรื่อง “แจ้งความเท็จ” เสียก่อน 

 

ความผิดฐานแจ้งความเท็จ บททั่วไป คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บัญญัติว่า "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ" 

 

ดูจากมาตรา 137 หาก "ปริญญ์" มีหลักฐานชัดว่า คนที่แจ้งความกล่าวหาตนเอง ใช้ข้อมูลเท็จมาเป็นหลักฐาน หรือกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ก็อาจเข้าข่ายกระทำผิดตามมาตรานี้ แต่จะเห็นว่าโทษไม่สูงนัก แค่จำคุกไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น

 

อ่านทาง"ปริญญ์"ขู่ฟ้องกลับ...ขยับเพื่ออะไร? 

 

แต่ความผิดฐาน "แจ้งความเท็จ" มี "บทเฉพาะ" ที่ลงรายละเอียดในพฤติการณ์มากกว่า "บททั่วไป" ได้แก่

 

มาตรา 172 "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับ "ความผิดอาญา" แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

 

จะเห็นได้ว่า มาตรานี้โทษจะสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี และจำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับ "ความผิดอาญา" ซึ่งก็ดูแล้วตรงกับเรื่องราวของปริญญ์

 

อ่านทาง"ปริญญ์"ขู่ฟ้องกลับ...ขยับเพื่ออะไร? 

มาตรา 173 "ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท"

 

มาตรานี้ลงลึกไปอีกว่า ไม่มีความผิดอาญาเกิดขึ้นเลย แต่ไปแจ้งตำรวจว่ามีการกระทำความผิด (คล้ายๆ ใส่ความ ใส่ร้าย) แบบนี้อัตราโทษจะสูงขึ้น เป็นคุกไม่เกิน 3 ปี 

 

อ่านทาง"ปริญญ์"ขู่ฟ้องกลับ...ขยับเพื่ออะไร? 

 

ขณะที่ มาตรา 174 วรรค 2 เป็นบทขยาย "หากเป็นการแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท" ยกตัวอย่างเช่น แค่ลวนลาม แต่ไปแจ้งเท็จว่ามีการข่มขืน เพราะข่มขืน โทษสูงกว่าลวนลาม แบบนี้ถ้าเป็นการแจ้งความเท็จ ก็จะโดนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี 

 

นอกจากนั้นยังมีข้อสังเกตของการแจ้งความเท็จ 

 

1.การแจ้งความเท็จอาจทำได้โดย 

 

- การบอกกับเจ้าพนักงาน

 

- การตอบคำถามเจ้าพนักงาน เช่น ให้การเท็จในฐานะเป็นพยาน

 

- การแจ้งโดยวิธีแสดงหลักฐาน

 

อ่านทาง"ปริญญ์"ขู่ฟ้องกลับ...ขยับเพื่ออะไร? 

 

2.ข้อความที่แจ้งต้องเป็นข้อเท็จจริงในอดีตหรือในปัจจุบัน หากเป็นเรื่อง "อนาคต" ไม่เป็นความเท็จ

 

3.การแจ้งความเท็จนั้น ผู้แจ้งต้องกระทำโดยเจตนา กล่าวคือ ต้องรู้ข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่แจ้งนั้นเป็นเท็จ ไม่เป็นความจริงตามที่แจ้ง 

ส่วนการเตรียมฟ้องกลับในข้อหา "หมิ่นประมาท" เมื่อไปดูประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานนี้กันก่อน 

 

อ่านทาง"ปริญญ์"ขู่ฟ้องกลับ...ขยับเพื่ออะไร? 

 

มาตรา 326 "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" 

 

มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา...(เผยแพร่ผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ) ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

 

มีข้อสังเกตเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ว่า 

 

-หากเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม หรือ ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม เรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท 

 

อ่านทาง"ปริญญ์"ขู่ฟ้องกลับ...ขยับเพื่ออะไร? 

 

พูดง่ายๆ คือ สำหรับสื่อมวลชน หรือแม้แต่การใช้สื่อสังคมออนไลน์ หากเป็นการติชมโดยสุจริต ก็ไม่ผิดฐานนี้ 

 

จากข้อกฎหมายที่ไล่เรียงมา เราพอจะตีกรอบบุคคลที่อยู่ในเป้าหมายถูกฟ้องกลับ และเป้าหมายของ "ปริญญ์" ในการดำเนินการทางกฎหมายรอบนี้ได้หลายประการ กล่าวคือ 

 

1.กลุ่มที่ออกมาแจ้งความดำเนินคดีโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอ อาจจะมีบางคนกุเรื่องขึ้นมา หรือแจ้งความเกินจริง (ในมุมของปริญญ์) หรือแจ้งความช้า เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นนานแล้ว สุดท้ายหาหลักฐานไม่ได้ กลุ่มนี้สุ่มเสี่ยงถูกฟ้องกลับมากที่สุด 

 

เป้าหมายก็เพื่อจำกัดจำนวนผู้เสียหายให้น้อยที่สุด และไม่ให้กระทบกับบางคดีที่เป็นคดีหลัก ซึ่งผู้เสียหายบางรายอ้างว่ามีหลักฐานตามสมควร

 

2.กลุ่มที่ออกมาเปิดตัวให้สัมภาษณ์สื่อ หรือโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้เสียหาย และนักกฎหมาย หรือทนายบางคนที่ออกมาเคลื่อนไหว กลุ่มนี้มีสิทธิ์โดนฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา 

 

เป้าหมายก็เพื่อหยุดการไขข่าวผ่านสื่อ ซึ่งก็ทำไปเพื่อเป้าหมายสุดท้ายของตนเอง คือ ปกป้องชื่อเสียงของตนเองและครอบครัว จำกัดความเสียหายไม่ให้ร้ายแรงไปกว่นี้ 

 

สาเหตุที่ต้องเร่งใช้มาตรการทางกฎหมายโต้กลับในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อหยุดความเสียหายที่เกิดกับตน เพราะหากรอให้คดีที่ถูกแจ้งความเอาไว้ ดำเนินไปถึงที่สุด อาจจะช้าเกินไป และทำให้ชื่อเสียงเสียหายจนอาจเรียกคืนกลับมาไม่ได้ 

 

อ่านทาง"ปริญญ์"ขู่ฟ้องกลับ...ขยับเพื่ออะไร? 

 

และการใช้มาตรการทางกฎหมายตั้งแต่ในชั้นนี้ ก็จะสามารถแยกกลุ่มผู้เสียหายจริง ออกจากผู้เสียหายผสมโรงได้ ซึ่งงานนี้ก็ต้องดูกันต่อไปว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และสังคมจะว่าอย่างไรกับการตัดสินใจของ "ปริญญ์ พานิชภักดิ์"