ส่วนการเตรียมฟ้องกลับในข้อหา "หมิ่นประมาท" เมื่อไปดูประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานนี้กันก่อน
มาตรา 326 "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา...(เผยแพร่ผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ) ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ว่า
-หากเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม หรือ ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม เรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
พูดง่ายๆ คือ สำหรับสื่อมวลชน หรือแม้แต่การใช้สื่อสังคมออนไลน์ หากเป็นการติชมโดยสุจริต ก็ไม่ผิดฐานนี้
จากข้อกฎหมายที่ไล่เรียงมา เราพอจะตีกรอบบุคคลที่อยู่ในเป้าหมายถูกฟ้องกลับ และเป้าหมายของ "ปริญญ์" ในการดำเนินการทางกฎหมายรอบนี้ได้หลายประการ กล่าวคือ
1.กลุ่มที่ออกมาแจ้งความดำเนินคดีโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอ อาจจะมีบางคนกุเรื่องขึ้นมา หรือแจ้งความเกินจริง (ในมุมของปริญญ์) หรือแจ้งความช้า เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นนานแล้ว สุดท้ายหาหลักฐานไม่ได้ กลุ่มนี้สุ่มเสี่ยงถูกฟ้องกลับมากที่สุด
เป้าหมายก็เพื่อจำกัดจำนวนผู้เสียหายให้น้อยที่สุด และไม่ให้กระทบกับบางคดีที่เป็นคดีหลัก ซึ่งผู้เสียหายบางรายอ้างว่ามีหลักฐานตามสมควร
2.กลุ่มที่ออกมาเปิดตัวให้สัมภาษณ์สื่อ หรือโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้เสียหาย และนักกฎหมาย หรือทนายบางคนที่ออกมาเคลื่อนไหว กลุ่มนี้มีสิทธิ์โดนฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
เป้าหมายก็เพื่อหยุดการไขข่าวผ่านสื่อ ซึ่งก็ทำไปเพื่อเป้าหมายสุดท้ายของตนเอง คือ ปกป้องชื่อเสียงของตนเองและครอบครัว จำกัดความเสียหายไม่ให้ร้ายแรงไปกว่นี้
สาเหตุที่ต้องเร่งใช้มาตรการทางกฎหมายโต้กลับในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อหยุดความเสียหายที่เกิดกับตน เพราะหากรอให้คดีที่ถูกแจ้งความเอาไว้ ดำเนินไปถึงที่สุด อาจจะช้าเกินไป และทำให้ชื่อเสียงเสียหายจนอาจเรียกคืนกลับมาไม่ได้
และการใช้มาตรการทางกฎหมายตั้งแต่ในชั้นนี้ ก็จะสามารถแยกกลุ่มผู้เสียหายจริง ออกจากผู้เสียหายผสมโรงได้ ซึ่งงานนี้ก็ต้องดูกันต่อไปว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และสังคมจะว่าอย่างไรกับการตัดสินใจของ "ปริญญ์ พานิชภักดิ์"