พล.ต.อ.วิสนุ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่มีภูมิยุทธศาสตร์ กึ่งกลางภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จึงต้องรองรับการเคลื่อนย้ายของคนต่างชาติทั่วโลก ในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคด้วย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเคลื่อนไหวและเป็นแหล่งพำนักของอาชญากรรมข้ามชาติ ลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะ การใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่โต้ตอบกันระหว่างกลุ่มประเทศคู่ขัดแย้ง รวมถึงการใช้เป็นพื้นที่ก่ออาชญากรรมเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเหยื่อในประเทศอื่น เช่น กลุ่ม Cyber Crimes เป็นต้น
ก่อนเปิดสัมมนา พล.ต.อ.วิสนุ ได้ถือโอกาส แถลงผลการจับกุมทลายเครือข่ายคนร้ายข้ามชาติสำคัญ 5 ราย ได้แก่ คดีจับคนร้าย ชาวยูเครน หลีกเลี่ยงชำระภาษีจ้างงานกว่า 10 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการประสานงานร่วมกับ Homeland Security Investigations ของสหรัฐ คดีแก็งสแกมเมอร์ ผิวสี หลอกขายสินค้าบนเว็บไซด์และลวงหญิงไทยเป็นม้าเปิดบัญชี ก่อนลงมือซ้อมปางตาย คดีแก๊งเงินดำหลอกผู้เสียหายสูญ 20 ล้าน คดีรวบแก๊งปาร์ตี้เสพเคตามีนพัทยา และ คดีรวบชาวรัสเซียเปิดคอนโดฯหรูเล่นพนันออนไลน์ อีกด้วย
พล.ต.อ.วิสนุ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คือ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติขาดความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องทราบถึงบริบททางสังคมระหว่างประเทศโดยภาพรวมด้วย รวมถึงปัญหาในการประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ดังนั้น ในการสัมมนาครั้งนี้ จึงเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัตินำปัญหามาถกแถลงกันอย่างตรงไปตรงมา และ ร่วมกันนำเสนอแนวทางแก้ไข โดยตนได้ร่วมวงการสัมมนาด้วยอย่างใกล้ชิด