ปัจจุบันทั่วโลกกำลังมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจมากกว่าการอัดฉีดเงินเยียวยา สอดคล้องกับผลการประชุมสภาธุรกิจตลาดทุนวานนี้ ซึ่งมองว่าการอัดฉีดเงิน เพื่อการเยียวยาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิดควรลดลงเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะปกติในวิถีชีวิตใหม่
ส่วนการกู้เพิ่มเติมหลังจากการกู้เงินเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิดโดยการออก พ.ร.ก. กู้เงินพิเศษรวม 2 ฉบับ รวมวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาทหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในขณะนั้น และการกู้เงินจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน โดยจำเป็นต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังของประเทศด้วย ซึ่งทั่วโลกมองตรงกันว่าปัจจุบันผู้ที่ติดเชื้อโควิด 19 มีอาการรุนแรงน้อยลง และเปิดประเทศกันมากขึ้น มาตรการของไทยจึงควรเน้นที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านวงเงินงบประมาณและงบลงทุนในรัฐวิสาหกิจ
การกู้เพิ่มเติมก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของหนี้สาธารณะที่จะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ระดับหนี้สาธารณะไทยอยู่ระดับ 60% ซึ่งยังสามารถกู้ได้อีก 10 % ก่อนจะชนเพดานที่ 70% แต่ควรใช้ในยามฉุกเฉินหรือจำเป็นจริงๆ เท่านั้น หากไม่มีการกู้เพิ่มเติม ระดับหนี้สาธารณะสิ้นปีงบประมาณ 2565 จะอยู่ที่ 62.76 %