ขณะที่ "เต๊ะ ศตวรรษ เศรษฐกร" ในฐานะตัวแทนของครอบครัวแตงโม กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของ กมธ.ที่ขอให้ตำรวจใช้เครื่องจับเท็จกับคนบนเรือทั้ง 5 คน เพราะเชื่อว่า คดีนี้มีความซับซ้อนพอสมควร และจากการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เป็นไปได้ ส่วนตัวเห็นว่าคดีนี้ยังจบไม่ได้หากไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ดังนั้นการใช้เครื่องจับเท็จจึงจะช่วยยืนยันข้อเท็จจริงของคนบนเรือว่า ได้พูดหรือได้ทำอะไรบ้าง เหตุใดการสื่อสารของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้เรื่องนี้ต้องกลับไปที่ตัวบุคคล จึงอยากให้สังคมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
นายศตวรรษ กล่าวว่า ตนเองได้สอบถามต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรงว่า เหตุใดไม่แจ้งข้อกล่าวหาคนบนเรือทั้งหมด มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพียง 2 คน ซึ่งทางตำรวจได้ชี้แจงว่า อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน ทำให้ต้องตามต่อไปว่าการรวบรวมพยานหลักฐาน จะนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมใด ๆ ได้บ้าง
“ผมถามแบบคนซื่อ ๆ โดยที่ไม่รู้ข้อกฎหมายว่า ทำไมในเมื่อทุกคนโกหก แต่แจ้งข้อกล่าวหาเพียง 2 คน อีก 3 คนทำไมไม่โดน”
นายศตวรรษ ยังกล่าวถึงการร่วมสังเกตการณ์ ผ่าร่างแตงโมรอบ 2 ว่า ตนเองได้เห็นถึงนัยยะสำคัญที่มากขึ้น โดยเฉพาะบาดแผลที่มีเพิ่มเติมเข้ามา แต่ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญว่า มีที่มาอย่างไรบ้าง และขอร้องชาวโซเชียลมีเดียอย่าตัดต่อหรือสร้างหลักฐานใด ๆ เพื่อความสนุก หรือทำเพื่อต้องการยอดไลค์ ยอดวิว เพราะมันทำให้คนที่ทำงานเหนื่อย เกิดความสับสน
"ถ้าใครรักคุณแตงโมจริง ๆ อย่างแรกขอให้เอาความจริงมาคุยกัน พร้อมฝากถึงคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ถ้าได้ฟังอยู่เชื่อว่าแตงโมรักพวกเขา แต่คุณควรแสดงความรักกับแตงโมด้วยความจริง เพราะคดีนี้จะจบไม่ได้ถ้าไม่มีคนพูดความจริง เพราะแต่ละคนยังสื่อสารคนละทิศคนละทาง ดังนั้นถ้ายังไม่พูดความจริง การใช้เครื่องจับเท็จก็เป็นทางออกเดียว ของเรื่องนี้"
นายศตวรรษ ยังกล่าวถึง สภาพจิตใจของนางภนิดาแม่ของแตงโมว่า แม้จะให้อภัยทุกคน แต่ยังรอความจริงจากปากทั้ง 5 คน หากเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุจริงทางครอบครัวก็รับได้ หลังจากนี้ทางครอบครัวก็ยังยืนยันที่จะเก็บศพแตงโมไว้ จนกว่าจะรู้ความจริง