นายสยุมภู กล่าวอีกว่า จากบรรยากาศการซื้อขายกุ้งก้ามกราม ในเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ซึ่งมีความคึกคักเป็นอย่างมาก จึงคาดการณ์ว่าเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึง บรรยากาศการค้าขายกุ้งก้ามกรามจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่จากภาวะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับตัวสูงขึ้นมาก จึงเป็นภาระและความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้ง และพ่อค้าค้าขายกุ้งต้องคิดหนัก เนื่องจากเป็นการเพิ่มทุนทั้งการผลิตและการตลาด ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตกุ้งเป็นลูกโซ่ เริ่มจากค่าอาหารเลี้ยงกุ้งแพงขึ้น ค่าขนส่งสูงขึ้น โดยราคาซื้อขายที่ปากบ่อ และแหล่งรับซื้อยังเท่าเดิม คือที่ปากบ่อ ราคา กก.ละ 250-260 บาท หากนำไปส่งลูกค้าตามร้านอาหาร หรือจุดพักกุ้งต่างจังหวัด เช่น ขอนแก่น ชัยภูมิ ราคา กก.ละ 290 บาท หรือคิดกำไร กก.ละ 30-40 บาทเท่านั้น ขณะการขนส่งจะมีทั้งค่านำมันรถและค่าน้ำมันเครื่องทำออกซิเจน เฉลี่ยแล้วในการส่งกุ้งต่างจังหวัดแต่ละเที่ยว จะเกิดค่าขนส่งครั้งละประมาณ 2,000 บาท
นายสยุมภู กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่ออยู่ในภาวะราคาน้ำมันแพง จะปรับราคาที่ปากบ่อและราคาขายส่งก็ไม่ได้ เพราะดูเหมือนราคากุ้งจะมีเพดานจำกัดเท่านี้ แต่หากราคาน้ำมันยังไม่ปรับลด ก็จะมีการพูดคุยกันระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและแหล่งรับซื้อ ซึ่งคิดว่ามีแนวโน้มจะขอปรับขึ้นราคาตากลไกตลาดเพื่อให้สามารถอยู่ได้ ส่วนจะปรับราคาขึ้นกี่บาทต่อ กก.นั้น คงจะมีการพูดคุยอีกอีกที เพราะราคาอาหารเลี้ยงกุ้ง และราคาสินค้าต่างๆ ขึ้นแล้ว แต่ราคากุ้งก้ามกรามยังไม่ปรับขึ้นเลย อย่างไรก็ตามอยากฝากถึงรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง เพราะผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามและพ่อค้าขนส่งกุ้งเดือดร้อนอย่างมาก
โดย - จักรพงษ์ ระวิวรรณ