นายวัฒนา ยังยอมรับว่าได้เตรียมใจ และพร้อมสู้ต่อในฐานะตนเป็นพสกนิกร ยังมีที่พึ่งและไม่ได้แปลว่าถูกจำคุกแล้วจะฟ้องกลับใครไม่ได้ เพราะกฎหมายให้อำนาจและทุกคนต้องทำตามครรลอง
เมื่อถามว่าการสู้ต่อหมายถึงการถวายฏีกาใช่หรือไม่ นายวัฒนา กล่าวว่า ทุกทางที่มี หากในทางระบบปกติไม่ได้ ก็ต้องฟ้องตามที่ว่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งทาง รวมถึงช่องทางตามกฎหมาย
ถามย้ำว่ายังเชื่อมั่นว่าศาลจะเชื่อในคำแถลงปิดคดีใช่หรือไม่ นายวัฒนา กล่าวว่า ได้แถลงไปชัดแล้ว ซึ่งไม่ได้พูดลอยๆ และยืนยันว่านักการเมืองไม่ได้โกงทุกคน และการยืนยันพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมว่าพึ่งพาได้หรือไม่ และ ย้ำว่าในคดีอาญาหากทำผิดจริงไม่จำเป็นจะต้องปั้นพยานพูดอะไรเมื่อไหร่ก็จะไปลงที่เดียวกัน และที่นำหลักฐานมาให้ศาลเพราะมีอะไรที่ตอบคำถามไม่ได้ มีความผิดปกติหลายเรื่องในคดีตน และเชื่อว่าคำพิพากษาจะถูกวิจารณ์อีกมากหากมีการเผยแพร่ออกมา
นายวัฒนา ยังมั่นใจว่า จะพ้นผิด ศาลยกฟ้อง เพราะสู้มาเพื่อความถูกต้อง สู้เพื่อความยุติธรรม สู้มา 15 ปีแล้ว เมื่อคืนนอนหลับดีปกติ เตรียมใจน้อมรับคำตัดสินไว้ 2 ทาง ถ้าคำพิพากษาออกมาตามครรลองก็ยอมรับ ก็จบ แต่หากไม่ออกมาตามครรลองจะสู้ต่อ ยืนยันว่าจะสู้ทุกช่องทางและสู้จนหมดช่องทางสู้ แต่หากเป็นโควิด-19 ตายก็ช่วยไม่ได้ ทั้งนี้ยอมรับว่าคดีของตนเป็นการเมือง 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นศาลฏีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กรรมการการเลือกตั้ง สมาชิกพรรคเสรีรวมไทย เดินทางมาให้กำลังใจ บอกว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นสวนกุหลาบ ขณะที่ พบ.ต.อ. เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวช หน.พรรคเสรีรวมไทย ไม่ได้เดินทางมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้มาให้กำลังใจ
ทั้งนี้ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ นัดพิพากษาอุทธรณ์ คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.อธ. 1/2565 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และพวกรวม 14 ราย เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11
สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นในยุคทักษิณ ชินวัตร และเริ่มตรวจสอบการกระทำผิดในช่วงของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก่อนเปลี่ยนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการสอบสวนต่อ กระทั่งปี 2560 ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิด นายวัฒนา พร้อมจำเลยคนอื่นๆ อีก 14 คน กรณีทุจริตเรียกรับสินบนจาก บริษัท พาสทิญ่า จำกัด ผู้รับเหมาโครงการบ้านเอื้ออาทร ผ่านบริษัทและลูกจ้างบริษัท เพรซิเด้นท์เทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 82.6 ล้านบาท
เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติในการเข้าเป็นคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติ แต่ได้มีการจ่ายสินบน เพื่อให้สามารถเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐได้ โดยหลังจาก ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้อัยการ ปรากฎว่าอัยการพบความไม่สมบูรณ์ในสำนวน จึงต้องตั้งคณะกรรมการร่วมทั้ง 2 ฝ่ายขึ้นมาพิจารณา สุดท้ายอัยการสูงสุดชี้ขาดฟ้องนายวัฒนากับพวกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ศาลฎีกาฯ พิพากษาเมื่อ 24 ก.ย. 63 เห็นว่า พวกจำเลยร่วมกันกระทำผิดจริง โดย นายวัฒนา จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามมาตรา 148 รวมความผิด 11 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 9 ปี รวมจำคุกเป็นเวลา 99 ปี และจำคุกเสี่ยเปี๋ยง หรือ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 66 ปี แต่ตามกฎหมายให้จำคุกได้สูงสุด 50 ปี จำคุก น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 5 เป็นเวลา 20 ปี น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว จำเลยที่ 6 เป็นเวลา 44 ปี จำเลยที่ 7 เป็นเวลา 32 ปี ปรับจำเลยที่ 8 จำนวน 2 แสนกว่าบาท และจำคุก นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง จำเลยที่ 10 เป็นเวลา 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2, 3, 9, 11-14
ในส่วนของ นายวัฒนา ได้อุทธรณ์คดี ในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ของศาลฎีกาฯ และได้แถลงปิดคดีด้วยวาจา ยืนยันว่าสำนวนการสอบสวนคดีนี้ มีความผิดปกติหลายประเด็น และตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายอภิชาติที่แอบอ้างชื่อตัวเองไปเรียกรับผลประโยชน์กับบริษัทเอกชน อีกทั้งปปง.ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้วไม่พบความผิดปกติ ซึ่งศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 4 มี.ค.นี้ ขณะที่ นายอริสมันต์ หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา และศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว