อาจารย์กฤษณพงค์ บอกด้วยว่า การจะใช้เครื่องจับเท็จให้ได้ผลสำเร็จมากที่สุด ควรจะนำตัวผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัย เข้าเครื่องจับเท็จทันทีหลังเกิดเหตุ เพราะหากทอดเวลาออกไป ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยจะมีเวลาเตรียมตัวหรือหาข้อมูลมาเบี่ยงเบนประเด็น
แต่ในการพิจารณาคดีของศาล ข้อมูลจากเครื่องจับเท็จเป็นเพียง “พยานหลักฐานแวดล้อม” ในคดี ยังไม่ให้น้ำหนักเป็นพยานหลักฐานสำคัญ
ที่ผ่านมามีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ยึดถือกันเป็นบรรทัดฐาน คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2553 สรุปว่า "เครื่องจับเท็จเป็นเพียงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำผลการตอบคำถามของจำเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ แล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจำเลยพูดจริงหรือพูดเท็จ อันมีลักษณะเป็นเพียงความเห็นทางวิชาการ ย่อมไม่อาจนำมาพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยเป็นที่แน่ชัดได้ ต่างกับการพิสูจน์ตัวบุคคลที่อาจพิสูจน์ทราบได้โดยอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์"
คดีที่ยกคำพิพากษาศาลฎีกามานี้ ศาลก็ยกฟ้อง โดยระบุว่า “เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจำเลยฆ่าผู้ตายประการใด ลำพังเครื่องจับเท็จและความเห็นของผู้ชำนาญด้านเครื่องจับเท็จยังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย”