ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธณรมนูญไทย จึงจะนำความมาร้องเรียนต่ออธิบดีกรมป่าไม้ เพื่อให้สั่งการให้มีการตรวจสอบที่ดินโดยละเอียดทั้งหมด และดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการเอาผิดผู้ที่ฝ่าฝืน ม.14 แห่ง พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ที่ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ
หากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมมีความผิดตาม ม.31 มีอัตราโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่น – 2 แสนบาท แต่ถ้ายึดครองมากกว่า 25 ไร่ และทำให้ไม้ยืนต้น และต้นน้ำลำธารเสียหายจะมีความผิดเพิ่มขึ้นเป็นโทษจำคุก 4-20 ปี ปรับ 2 แสนถึง 2 ล้านบาทเลยทีเดียว นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด
ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในป่าสงวน และมีบางพื้นที่อยู่ในโครงการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช.ส่วนเจ้าของกรรมสิทธิ์ ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นของผู้ใด จึงขอไม่เปิดชื่อ แต่พบว่ามีการเข้าไปใช้ที่ดินจริง
หลักจากนี้ต้องเข้าไปดูว่าบุคคลใดเป็นผู้รับผิดชอบ และต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบ พบมีการรุกพื้นที่กว่า 200 ไร่จริง หากมีการหากครอบครองเกิน 25 ไร่ จะเป็นโทษจำคุก 4 ปี ปรับเป็นเงินหลักล้านบาท แต่ถ้าต่ำกว่า 25 ไร่ จะเป็นโทษอีกแบบหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากได้ที่ดินดังกล่าวมาในช่วงเป็นพระ จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ นายวราวุธ ระบุ ยังไม่คอนเฟิร์มว่าที่ดินรุกป่าสงวนเป็นของใคร แต่ที่ยืนยันตอนนี้ได้ว่า มีการบุกรุกแน่นอน