อีกคนที่ต้องจับตา คือ "เอ๋ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" ผู้สมัครจากพรรคกล้า ล่าสุดไปกราบขอพร ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เจ้าของฉายา "โฆษกสามสี" หรือ "สามสี ภูเขาทอง" อดีต ส.ส.รุ่นลายคราม และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงของพรรคประชาธิปัตย์ และยังเคยเป็นโฆษกรัฐบาลด้วย
จังหวะก้าวของ "เอ๋ อรรถวิชช์" ชัดเจนในยุทธศาสตร์ คือ หวังรับโอนคะแนนจากพรรคประชาธิปัตย์แบบเต็มร้อย เพราะพรรคไม่ส่งผู้สมัครในครั้งนี้ การเข้าขอพรจาก ดร.ไตรรงค์ ก็เพื่อส่งสัญญาณถึงแฟนคลับตัวจริงของพรรคประชาธิปัตย์ว่าให้เทคะแนนมาที่พรรคกล้า
โดยก่อนหน้านี้อรรถวิชช์ ใช้เทคนิคนี้เพื่อดึงคะแนนจากหลายกลุ่มก้อน
1.คะแนนที่เคยเลือก "อดีตผู้การแต้ม" พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งปี 62 ได้ไป 16,255 คะแนน
2.ดึงทีมหัวคะแนน ประธานชุมชน และอดีต ส.ก.ในพื้นที่ ทั้งของตัวเองสมัยเป็น ส.ส. และของ สกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ และรองผู้ว่าฯกทม. ซึ่งเพิ่งลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้น ชัดเจนว่าคะแนนของสกลธี จะไม่โอนไปที่ "มาดามหลี" ผู้สมัครของพลังประชารัฐ
3.การที่สกลธี ยังมีตำแหน่งรองผู้ว่าฯกทม. อาจทำให้อรรถวิชช์ ได้เปรียบเพิ่มขึ้นบ้าง
4.กลุ่มแกนนำ กปปส. ส่งสัญญาณเทคะแนน จากการโพสต์เฟซบุ๊กของ "ขิง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์" อดีตโฆษก กปปส.
หลายคนนึกถึงโมเดลที่อดีตแกนนำ กปปส. ทยอยกันโพสต์สนับสนุน "อดีต ส.ส.ลูกหมี" ชุมพล จุลใส ช่วงเลือกตั้งซ่อม เขต1 ชุมพร ทำให้คนของคุณลูกหมีลอยลำ ชนะขาดลอย นี่อาจเป็นสัญญาณเดียวกัน
สำหรับอรรถวิชช์ ถือว่ามีเดิมพันสูงสุดในการเลือกตั้งซ่อมสนามนี้ เพราะเป็นผู้บริหารพรรคกล้า เป็นถึงระดับเลขาธิการพรรค ถือว่าเป็นเบอร์ใหญ่สุดของผู้สมัครจากทุกพรรค ฉะนั้นหากพ่ายแพ้ ย่อมส่งผลต่อพรรคด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปิดท้ายกันที่ "มาดามหลี" สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ชัดเจนเรื่องปราศรัยใหญ่รอบสุดท้ายของพรรค แต่หลายคนให้จับตาลีลา "พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์" หรือ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษฺ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ว่าจะมีไม้เด็ดอะไรในช่วงนี้หรือไม่ หลังจากควงแขนลงพื้นที่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ และสร้างกระแสฮือฮาด้วยการชูผลงานของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และโครงการพัฒนาพื้นที่หลักสี่-จตุจักร ของรัฐบาล โดยเฉพาะ "โครงการบ้านมั่นคง" และ "โครงการปรับภูมิทัศน์ชุมชนริมคลองเปรมประชากร"