จากนั้น “อ.ธรณ์” พูดอีกครั้งว่า คณะประมง/กรมทรัพยากรทางทะเลฯ กำลังเก็บข้อมูลในบริเวณแหล่งคราบน้ำมัน เราเก็บข้อมูลน้ำ ข้อมูลตะกอนดิน สัตว์ ฯลฯ เท่าที่จะทำได้ ด้วยข้อจำกัดว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน คราบน้ำมันที่พบ มีทั้งเป็นฟิล์ม บ้างก็รวมกันกับตะกอน/แพลงก์ตอน ฯลฯ ลอยเป็นแพสีต่างๆ
“ตอนแรกน้ำมันเป็นแพขนาดยักษ์ เมื่อมีการกำจัดเป็นหย่อมๆ ปริมาณก็ลดลงบ้าง แต่คงบอกว่าหมดแล้ว คงพูดไม่ได้ แน่นอนว่าทุกฝ่ายพยายามเต็มความสามารถ แต่ระหว่างที่ทำงานกัน คราบน้ำมันก็ลอยเข้าใกล้ฝั่งมาเรื่อยๆ คำว่าถึงฝั่งเมื่อไหร่? คงต้องบอกว่าคงกระจายกันไป หย่อมแรกอาจมาถึงก่อนในพรุ่งนี้ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถึงวันเสาร์”
เมื่อระลอกแรกผ่านไป อาจมีระลอกสองมาเป็นก้อนน้ำมันดิน ทยอยติดตามมาอีกหลายวัน จากประสบการณ์ครั้งปี 56 ช่วงระลอกสองต้องตามกันนาน 1-3 สัปดาห์ ผลกระทบยังไม่สามารถบอกตอนนี้ได้ ขึ้นกับว่าขึ้นฝั่งแค่ไหน แต่บอกได้ว่าเรามีข้อมูล Before ไว้แล้ว
ตอนนี้น้ำมันก็เริ่มเข้ามาในเขตหาสัตว์น้ำของพี่น้องประมงพื้นบ้าน หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงก็คงต้องดูแล และทราบว่ามีการพูดคุยหารือกันแล้วบ้าง หากเข้ามาถึงหาดทราย ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 56 อ่าวพร้าวยาวแค่ 400 เมตร พื้นที่น้อยกว่าหนนี้ สถานการณ์ที่เกิดคงไม่เป็นภาพดำปี๋เหมือนครั้งก่อน แต่มีการกระจายในวงกว้างกว่า การรับมือก็ต้องประเมินว่าที่ไหนมากน้อย เพื่อจัดคนเข้าไปดูแลให้ถูกต้อง ไม่ใช่เฮกันไปเฉพาะบางที่
ขณะที่นายอนันต์ นาคนิยม รองผู้ว่าฯ ระยอง เดินทางลงพื้นที่ท่าเรือไออาร์พีซี ต.เชิงเนิน โดยบริษัท “สตาร์ปิโตรเลี่ยม” ได้ขนบีชบูม ความยาวรวม 350 เมตร มายังริมชายหาดข้างท่าเรือ เพื่อสกัดคราบน้ำมันที่ประชิดเข้ามาใกล้ฝั่ง ซึ่งขณะนี้คราบน้ำมันอยู่ห่างจากฝั่งเพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้น