พร้อมกล่าวต่อว่า เมื่อมีการยกเว้นหรือชะลอการเก็บภาษีคริปโทออกไปก่อนอุตสาหกรรมจะเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงค่อยกลับมาพิจารณาการจัดเก็บภาษีนักเทรด ส่วนในแง่ของภาษีที่เก็บจากผู้ประกอบการ เมื่อถึงตอนนั้นธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลก็จะแข็งแรงแล้ว รัฐบาลย่อมสามารถที่จะจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากค่าธรรมเนียมการเทรดได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และอาจเป็นไปได้ที่จะมียอดจัดเก็บได้มากกว่าภาษีจากนักลงทุนรายย่อยด้วยซ้ำ
นายปริญญ์ กล่าวต่อว่า ไม่ใช่เพียงแค่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีคริปโทเท่านั้น ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี NFT (Non-Fungible Token) ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ส่งสัญญาณการเข้ามากำกับดูแลตรงนี้มองว่ายังเร็วเกินไปเพราะเทคโนโลยี NFT เพิ่งจะเริ่มต้น การออกกฎหมายมาควบคุมจะทำให้อุตสาหกรรมหดตัวทั้งที่ยังไม่ทันได้เติบโต ผู้ประกอบการตลาด NFT อาจหนีไปต่างประเทศ คนซื้อขายก็จะไปใช้บริการตลาดต่างประเทศ เนื่องจากตลาดนี้ก็เป็น Global และต้องยอมรับว่าปัจจุบัน NFT คืออีกช่องทางในการหารายได้เพิ่มของศิลปินรายเล็ก ได้เข้ามาในพื้นที่นี้เพื่อสร้างรายได้ในโลกดิจิทัล
"แม้ว่าตอนนี้ทางรัฐบาลก็พยายามช่วยเต็มที่ในการสนับสนุนสตาร์ทอัพ เช่น การยกเว้นภาษี Capital Gains Tax สำหรับการลงทุนในสตาร์ทอัพไทย ตรงนี้เราเข้าใจและขอบคุณทางรัฐบาล แต่ทางเราก็อยากเห็นรัฐบาลสนับสนุนให้มันครบองค์รวม ที่ครอบคลุมถึงระบบนิเวศน์ของฟินเทคโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะภาคส่วนนี้สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้อีกมาก ซึ่งการที่ระบบนิเวศน์นี้จะเติบโตได้จะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร และองค์ประกอบที่สำคัญเลยคือการได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องภาษี" หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายปริญญ์ ยังได้เสนอในที่ประชุมในเรื่องของการผลักดันให้รัฐบาลนำบล็อกเชนมาใช้ในการ "ตรวจสอบงบประมาณของภาครัฐ" เพื่อลดการทุจริตและคอร์รัปชั่น เช่น การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ หากตรวจสอบได้ด้วยบล็อกเชนจะช่วยให้เกิดความยุติธรรม ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ด้วยเหตุนี้จะทำให้การใช้เงินภาษีของประชาชนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
พร้อมทั้งกล่าวย้ำถึงประโยชน์ของระบบบล็อกเชนว่า ช่วยให้สตาร์ทอัพและ SMEs สามารถระดมทุนได้คล่องตัวมากขึ้นจากผู้ที่มีเงินทุนส่วนเกินทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ ได้เข้ามาลงทุนในบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนแบบ ICO หรือแบบ STO ก็ตาม เพราะการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นอาจต้องใช้เวลาและมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่า ดังนั้น ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนเหล่านี้ก็ต้องไม่เป็นอุปสรรคด้วยเช่นกัน