ขณะที่ กรมสรรพากร ระบุว่า กรมมีหน้าที่ที่ต้องจัดเก็บรายได้ แต่ยอมรับยังไม่ได้พิจารณาผลกระทบเรื่องสภาพคล่องหากมีการจัดเก็บภาษีหุ้น อย่างไรก็ตามการจัดเก็บภาษีหุ้นยังอยู่เพียงช่วงระหว่างการศึกษาเท่านั้น เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีคริปโตยังมีปัญหาในการปฏิบัติจริง และจะบังคับใช้เมื่อได้ทำการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว พร้อมรับฟังทุกฝ่าย โดยขณะนี้กำลังศึกษาผลกระทบรอบด้านอยู่ แต่ที่ได้ดำเนินการมาบางส่วนคือ ความเป็นธรรมทางธุรกิจ แต่ยังไม่ได้คิดเรื่อง liquidity ต้องขอข้อมูลเพิ่ม อยากบอกว่า ภาษีมีหน้าที่อำนวยรายได้ให้แก่รัฐ ซึ่งจุดนี้ยกเว้นมาแล้วสามสิบปี โดยปลายปี 2564 ตลาดหลักทรัพย์โตมา 22 เท่าจากปี 2534 ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ดีแล้ว ดังนั้นคิดว่า การจัดเก็บภาษีที่ 0.1 ไม่ได้เยอะเกินไป ในแง่ความเป็นธรรม จากรายงานของ ADB พบกว่า การเก็บ FTT ภาษี 94% ปกติมาจาก นักลงทุนรายใหญ่ แสดงว่าภาษีนี้อยู่กับกลุ่มคนมีรายได้สูง
กรมสรรพากร ยังได้ระบุข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันได้ศึกษาในส่วนของต้นทุนผู้ลงทุน โดยเทียบกับค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์และภาษีค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ คิดเป็น 90% ของ transaction cost เทียบกับมาเลเซียถือว่ายังไม่สูงเกินไป ส่วนฮ่องกงเก็บทั้งฝั่งซื้อและขาย ต้นทุนของการเทรดของไทยอยู่ราวๆ 0.22% ถือว่ายังต่ำกว่าบางประเทศ นอกจากนี้แทบทุกประเทศในอาเซียน มีการเก็บภาษีตัวใดตัวนึงอย่างฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เก็บทั้ง cap tax และ transaction tax ไทยถือว่าน้อยสุดในอาเซียน ซึ่งมันคงสร้างผลกระทบแต่ไม่มากนัก
สำหรับตลาดคริปโทฯ ทราบผลกระทบอยู่แล้วและได้มีการพูดคุยกันแล้ว ทุกข้อเสนอแนะ เรารับทราบและพยายามปรับปรุงอยู่ เข้าใจว่าห่วงเรื่องความชัดเจน แต่เรื่องคำนวณแบบ capital gain tax กำลังศึกษาเรื่องการปรับกฎหมาย และอนาคตของตลาดกำลังศึกษาว่าจะให้ exchange เก็บแทน หรือ เก็บแบบ FTT ที่กระทบรายย่อยน้อยที่สุด ยังอยู่ระหว่างทำแบบสอบถามกับนักลงทุน เรื่องการบันทึกการลงทุนของนักลงทุนจะเป็นในรูปแบบใด