นักลงทุน ร้อง รูปแบบการจัดเก็บภาษี ยังไม่ชัดเจน เรียกร้อง กรรมาธิการการเงิน ขยายเวลาเก็บภาษีคริปโต ออกไป 1-2 ปี

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline


โฆษก กมธ.การเงิน การคลังฯ สภาผู้แทนราษฎร วทันยา วงษ์โอภาสี  ชี้แจง การพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  และการจัดเก็บภาษี  จากสินทรัพย์ดิจิทัล หลังได้เชิญ อธิบดีกรมสรรพากร , ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย , ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย , นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย , นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย, นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ CEO และผู้ก่อตั้ง Itax เข้าชี้แจง

วทันยา วงษ์โอภาสี โฆษก กมธ.การเงิน การคลังฯ สภาผู้แทนราษฎร

 

โดยผู้เข้าร่วมชี้แจง ร้องขอให้มีการทบทวนและศึกษาเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีออกไปอีก 1-2 ปี เพราะยังเพราะเห็นว่า การเก็บภาษีเฉพาะกำไร  "ไม่เป็นธรรม และรูปแบบการเก็บภาษี ก็ยังไม่มีความชัดเจน" อาจจะทำให้นักลงทุน ตัดสินใจหนีไปเทรดในตลาดต่างประเทศ หรือใช้ข้อมูลบัญชีปลอมในการเทรด  เพื่อ "หนีภาษี"

 

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ไพบูลย์ นลินทรางกูร  ระบุว่า การเก็บภาษี  จะกระทบกับสภาพคล่องของตลาดเพราะนักลงทุนต่างชาติ  และ  นักลงทุนระยะสั้นจะหายไป นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์  ยังชี้แจงเพิ่มโดย ยกตัวอย่างกรณี  ประเทศสวีเดนที่ผู้ประกอบการย้ายไปจดทะเบียนในตลาดประเทศอื่นแทน อันมาจากปัญหาสภาพคล่องในตลาดที่หายไปจากผลนโยบายภาครัฐ เพราะการระดมทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องน้อยจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการธุรกิจสูงขึ้น

 

ด้าน ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ CEO และผู้ก่อตั้ง Itax ระบุว่า "การจัดเก็บภาษี  ที่จะต้องยื่นแบบเงินได้ส่วนบุคคลในปีนี้ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีรายได้ของปี 2564 ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เพราะนักลงทุนยังไม่ได้เตรียมตัว เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้เก็บหลักฐานไว้ หรือกระทั่ง exchange ก็ไม่ได้เตรียมบุคลากรและระบบเพื่อรองรับการจัดเก็บหลักฐานเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการชำระภาษี และหากจะมีการจัดทำระบบเพื่อให้สรรพากรจัดเก็บภาษีได้จริงก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าอีก 1 ปีในการพัฒนาระบบ ซึ่งตรงนี้ยังมีอุปสรรคอยู่มาก ไม่นับเรื่องความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี"

ขณะที่กรมสรรพากร ซึ่งมีหน้าที่จัดเก็บรายได้ ยอมรับ ยังไม่ได้พิจารณาผลกระทบ"เรื่องสภาพคล่อง"  การจัดเก็บภาษีหุ้น เพราะยังอยู่เพียงช่วงระหว่างการศึกษา เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีคริปโตยังมีปัญหาในการปฏิบัติจริง จะบังคับใช้เมื่อได้ทำการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว พร้อมรับฟังทุกฝ่าย

"ขณะนี้กำลังศึกษาผลกระทบรอบด้าน  ภาษีมีหน้าที่อำนวยรายได้ให้แก่รัฐ ซึ่งจุดนี้ยกเว้นมาแล้ว 30 ปี โดยปลายปี 2564 ตลาดหลักทรัพย์โตมา 22 เท่าจากปี 2534 ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ดีแล้ว ดังนั้นคิดว่า การจัดเก็บภาษีที่ 0.1 ไม่ได้เยอะเกินไป ในแง่ความเป็นธรรม จากรายงานของ ADB พบกว่า การเก็บ FTT ภาษี 94% ปกติมาจาก นักลงทุนรายใหญ่ แสดงว่า ภาษีนี้อยู่กับกลุ่มคนมีรายได้สูง"

กรมสรรพากร ระบุด้วยว่า ปัจจุบันได้ศึกษาในส่วนของต้นทุนผู้ลงทุน โดยเทียบกับค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์และภาษีค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ คิดเป็น 90% ของ transaction cost เทียบกับมาเลเซียถือว่ายังไม่สูงเกินไป ส่วนฮ่องกงเก็บทั้งฝั่งซื้อและขาย ต้นทุนของการเทรดของไทยอยู่ราวๆ 0.22% ถือว่า  ยังต่ำกว่าบางประเทศ นอกจากนี้แทบทุกประเทศในอาเซียน มีการเก็บภาษี อย่างฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เรียกเก็บทั้ง cap tax และ transaction tax ไทยถือว่า น้อยสุดในอาเซียน ซึ่งมันคงสร้างผลกระทบแต่ไม่มากนัก

สำหรับตลาดคริปโต มีการพูดคุยแล้ว "ทุกข้อเสนอแนะเรารับทราบและพยายามปรับปรุงอยู่ เข้าใจว่าห่วงเรื่องความชัดเจน แต่เรื่องคำนวนแบบ capital gain tax กำลังศึกษาเรื่องการปรับกฏหมาย และอนาคตของตลาดกำลังศึกษาว่าจะให้ exchange เก็บแทน หรือ เก็บแบบ FTT ที่กระทบรายย่อยน้อยที่สุด ยังอยู่ระหว่างทำแบบสอบถามกับนักลงทุน เรื่องการบันทึกการลงทุนของนักลงทุนเป็นรูปแบบใด"