"ปริญญ์" จี้ก.คลังเลิกจัดเก็บ "ภาษีคริปโต" ย้ำกม.มีไว้เพื่อพัฒนาไม่ใช่ลงโทษ ชี้ควรส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย-ให้ความเสมอภาค ไม่ใช่คิดแค่หารายได้ เผยหารือเบื้องต้นสรรพากรแล้ว คาดนำเข้าที่ประชุมจันทร์นี้ มองก.ล.ต.เตรียมกำกับ NFT ยังเร็วไปตลาดยังไม่ทันโต

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

8 มกราคม 2564 นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสนอแนะภาครัฐ กรณีกฎหมายการจัดเก็บภาษีคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นประเด็นที่ร้อนแรงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และเจตนาของภาครัฐว่าต้องการส่งเสริมหรือสกัดกั้นสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีไทยกันแน่

 

"ข้อเสนอแนะแก่ภาครัฐที่ผมพูดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา อย่างเรื่องเว้นการจัดเก็บภาษีคริปโต วันนี้มันเริ่มร้อนแรงขึ้น แม้มันไม่ง่ายที่จะแก้ แต่ถ้าจะแก้มันก็ต้องแก้ อำนาจ รมว.คลังทำได้ และผมก็ได้พูดคุยเรื่องนี้กับ อธิบดีกรมสรรพากร ท่านก็ยินดีที่จะรับเรื่องไปพิจารณา คงจะเป็นการประชุมในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ อธิบดีฯ เข้าใจถึงปัญหาการจัดเก็บ และจะพยายามปรับแก้ให้มันเหมาะสมได้" นายปริญญ์ ระบุ

 

จี้ก.คลังเลิกเก็บภาษีคลิปโตชี้เป็นการปิดช่องทางสตาร์อัพ-เอสเอ็มอี

 

ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัล กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องนำกำไรส่วนต่างจากการถือครองหรือการโอน นำไปคิดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) เพื่อนำไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และยังต้องมีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 15% ของกำไรที่ได้ กฎหมายนี้ออกมาตั้งแต่เดือน พ.ค.2561 แต่ในทางปฏิบัติยังทำได้ยาก โดยเฉพาะการคำนวณต้นทุน และการหัก ณ ที่จ่ายที่ไม่สามารถทำได้จริง

อย่างไรก็ตาม จึงได้เสนอให้รัฐบาล "ยกเลิกการจัดเก็บภาษีคริปโต" พร้อมเหตุผล 3 ข้อ ที่ได้เดินหน้าผลักดันมาตลอดหลายปีตั้งแต่ก่อนจะมี พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลปี 2561 และได้คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเงินทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ ยืนยันจะเดินหน้าเข้าพูดคุยกับกระทรวงการคลังเพื่อหาทางออกให้เร็วที่สุด

 

"ถ้าจะแก้ต้องแก้ที่การยกเว้นการจัดเก็บ ซึ่งการยกเว้นการเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น เป็นอำนาจรัฐมนตรีคลัง และรัฐมนตรีคลังก็นำเสนอ ครม. ซึ่งเรื่องนี้ต้องเร่งทำก่อนจะเกิดผลกระทบเสียหายมากไปกว่านี้" นายปริญญ์ ระบุ

 

นายปริญญ์ พร้อมอธิบายเหตุผล 3 ข้อหลักๆ ดังนี้

 

1.การยกเลิกจัดเก็บภาษีคริปโต จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ลงทุนในตลาด ซึ่งการที่รัฐบาลเก็บภาษีมันไม่ใช่แค่การนำรายได้เข้าสู่ภาครัฐ แต่มันเป็นการจัดเก็บเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับอุตสาหกรรมการเงินยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (ฟินเทค) ให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น การจะทำได้ก็ควรจะต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมเหมือนกันกับที่สนับสนุนตลาดหลักทรัพย์มาตลอดกว่า 40 ปี ในการที่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษี Capital Gains ดังนั้น มันก็ควรจะเกิดความเสมอภาค ทั้งต่อนักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่ระดมทุนฝั่งตลาดหุ้นและฝั่งของผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยที่ระดมทุน หรือประกอบธุรกิจในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ดังนั้น จะทําอย่างไรให้เกิดความเสมอภาคระหว่างคนตัวใหญ่ บริษัทใหญ่ๆ ที่เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นกับสตาร์ทอัพ หรือแม้กระทั่งคนที่เข้ามาลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี การจัดเก็บภาษีตัวนี้จะทำให้พวกเขาต้องเสีย 15% 25% หรือ 35% ด้วยซ้ำตามแต่ฐานเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อน  

 

จี้ก.คลังเลิกเก็บภาษีคลิปโตชี้เป็นการปิดช่องทางสตาร์อัพ-เอสเอ็มอี

 

 

 

"ทำไมมันเขย่งกันขนาดนั้น ทั้งที่รัฐบาลอ้างว่าอยากสนับสนุน เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ให้เติบโตได้ แต่คุณมาลงโทษเขาผ่านภาษีเหล่านี้ แทนที่จะคิดเก็บภาษีคริปโต รัฐควรจะคิดลดหย่อนภาษีให้อุตสาหกรรมการเงินยุคใหม่ด้วยซํ้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและสร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับประเทศ" นายปริญญ์ ระบุ   

 

2. ป้องกันคนเก่งสมองไหล และช่วยสนับสนุน GDP ประเทศ

 

นอกจากนี้ กฎหมายการจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัล "ในทางปฏิบัตินั้นทำได้ยาก" ทั้งรูปแบบการจัดเก็บ วิธีการคำนวณต้นทุนที่ไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ลงทุนเกิดความกังวลและไม่กล้าที่จะลงทุน ประเทศไทยจะเสียโอกาสสร้างวัฎจักรอุตสาหกรรมการเงินยุคใหม่ ซึ่งจะเกิดภาวะสมองไหลไปต่างประเทศได้  

 

"ยกตัวอย่างเช่น สตาร์ทอัพเก่งๆ แทนที่จะระดมทุนในไทย เขาก็แค่เอาบริษัทไประดมทุนในต่างประเทศที่กฎหมายเอื้อต่อการระดมทุนมากกว่า หรือในแง่ของผู้ลงทุน แทนที่เขาจะอยากจ่ายภาษีเขาก็กลายเป็นเอาเงินไปลงทุนกับแพลตฟอร์มต่างชาติดีกว่า อย่างเช่น Binance หรือที่อื่นๆ เพราะฉะนั้น จะทำอย่างไรให้คนไทยสนับสนุนแพลตฟอร์มของคนไทย เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการเงินยุคใหม่ได้" นายปริญญ์ ระบุ

 

ทั้งนี้ วงการสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นส่วนหนึ่งที่จะเพิ่ม GDP ให้กับประเทศไทยได้อย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตได้ด้วย เนื่องจากสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกและเป็นธรรมได้จากเทคโนโลยีบล็อกเชน จะให้รายเล็กรายน้อยไปออกหุ้นกู้ หรือระดมทุนในตลาดหุ้น มันไม่ง่ายเลย นี่คือช่องทางเขา อย่าปิดช่องทางเขาด้วยภาษี หรือไล่บี้ด้วยกฎหมายที่พะรุง พะรังจนเกินควร    

 

3. กฎหมายต้องมีไว้เพื่อการพัฒนา ไม่ใช่เพื่อควบคุมและลงโทษคนทำผิด

 

นอกจากเรื่อง กฎหมายภาษีคริปโตเคอร์เรนซีแล้ว สำนักงาน ก.ล.ต.กำลังจะเข้ามาควบคุมตลาด NFT ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจาก NFT ยังเป็นเรื่องที่ใหม่ สิ่งที่ภาครัฐควรทำ คือ การให้ความรู้กับประชาชนมากกว่าที่จะมาออกกฎหมายกำกับในขณะที่ตลาดยังไม่เติบโต เพราะเท่ากับเป็นการปิดกั้นนวัตกรรม

 

"ภาครัฐไม่ควรที่จะทำตัวเป็นคุณพ่อแสนรู้ มันไม่เหมาะสมที่จะทำตัวเป็นนักกฎหมายยุคเก่า คิดแต่จะออกกฎหมายมาควบคุม มากจนเกินควร คุณต้องเปิดให้นวัตกรรมมันเติบโตไปก่อน เพราะยังไงกฎหมายก็ไม่มีทางตามทันอยู่แล้ว"

 

อย่างไรก็ตาม ต้องปล่อยให้ตลาดเติบโตได้เต็มที่ก่อน ภาครัฐค่อยเข้ามาควบคุมในระดับที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่การตัดสินใจกระโดดเข้ามากำกับควบคุมอย่างฉับพลัน เพียงเพราะเห็นว่าเกิดกระแสความนิยมในเทคโนโลยีนั้นๆ  อย่างมาก ซึ่งการทำแบบนี้มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในอดีต ยุคของ ICO ปี 2561 ที่กำลังเติบโต เอกชนเริ่มจะสนใจระดมทุนด้วยแนวทางนี้ ขณะนั้นภาครัฐก็ได้เร่งออก พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้ที่สุดแล้วตลาดการระดมทุนแบบ ICO ก็ชะงักลง สตาร์ทอัพหันไประดมทุนในต่างประเทศแทน