นายสุทธิพล กล่าวว่า ตนจะชี้ให้ศาลเห็นว่าจริงๆ แล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องที่คำสั่งของนายทะเบียนไม่ชอบ แต่เป็นการออกไปยืนยันตัวบทกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และเนื้อแท้ของเรื่องนี้ เกิดจากการบริหารธุรกิจที่ผิดพลาดของบริษัทเอง และโยนบาปให้กับประชาชน และเป็นเรื่องที่บริษัทไม่ถูกใจคำสั่งที่ไปขัดประโยชน์ ทำให้บริษัทไม่สามารถบอกเลิกกรมธรรม์ได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ที่ดุลยพินิจของศาล และไม่ว่าคำสั่งศาลจะออกมาอย่างไร คปภ. ก็น้อมรับ แต่เราก็จะใช้สิทธิตามกฎหมายต่อไป
“การระบาดของโควิดโอมิครอน เป็นอันตรายต่อเราทุกคน เพราะฉะนั้นประชาชนก็เชื่อมั่นว่าจะนำระบบประกันภัยไปช่วยเยียวยาเขา แต่การยกเลิกในขณะนี้ไทม์มิ่งไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราเห็นควรจะเป็นการเคารพในสิทธิ เคารพในความเชื่อมั่น เคารพในความไว้วางใจของประชาชนผู้เอาประกัน ไม่ใช่ทำลายความเชื่อมั่นและความวางใจของประชาชน หากศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวเราก็จะใช้สิทธิอุทธรณ์ อุทธรณ์ให้คดีไปถึงศาลปกครองสูงสุด เราจะต่อสู้เต็มที่ด้วยกลไกทางกฎหมาย” นายสุทธิพล กล่าว
ทั้งนี้ คปภ. เองกฌทำงานคู่ขนานในการช่วยเหลือบริษัทประกันภัยที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งจะต้องแยกเรื่องการต่อสู้คดีและการส่งเสริมและช่วยเหลือธุรกิจประกันภัย เพราะมองว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากที่ภาคธุรกิจ หน่วยงานควบคุม และประชาชน ต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขผ่านวิกฤตินี้ไปได้ ไม่ใช่ทะเลาะกัน ฟ้องคดีกัน แต่ควรร่วมพลังกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อหามาตรการช่วยประชาชน เยียวยาธุรกิจประกันภัย และกู้ภาพลักษณ์ธุรกิจประกันภัยกลับคืนมา
เมื่อถามว่าหากศาลคุ้มครองชั่วคราว ผู้ป่วยโควิดที่เป็นผู้เอาประกันจะไม่สามารถเคลมประกันได้ใช่หรือไม่ นายสุทธิพล กล่าวว่า หากศาลคุ้มครองชั่วคราวบริษัทก็จะอ้างว่าคำสั่งคปภ.ไม่มีผล และอาจจะเกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะเมื่อบริษัทประกันภัยเชื่อว่าเขาสามารถบอกเลิกกรมธรรม์ได้ เขาก็จะบอกเลิกในระหว่างที่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีผล ขณะที่ประชาชนก็มีสิทธิฟ้องร้องคดีในทางแพ่งได้