ที่ผมไปฉีดตอนหัวค่ำ เพราะเป็นวัคซีนเหลือของวัน ซึ่งทางโรงพยาบาลต้องโทรหาคนที่แจ้งความประสงค์ฉีดวัคซีนไว้ ให้ไปฉีด เพื่อไม่ต้องทิ้งวัคซีนที่มีค่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งผมไม่รู้จัก และไม่เคยคุยกันมาก่อน ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เองว่ากระบวนการทุกอย่างเป็นไปตามปกติ
ผมวิพากษ์การจัดหาวัคซีนของรัฐบาลที่ผิดพลาด โดยเฉพาะการแทงม้าตัวเดียว ผมไม่เคยเชิญชวนให้คนไม่ฉีดวัคซีน กลับกันผมยังชวนให้คนไปฉีดวัคซีน เพื่อปกป้องตัวเองและส่วนรวม
อย่างที่กล่าวข้างต้น ว่าผมพยายามอดทนอดกลั้นกับการกระทำของคนกลุ่มนี้ ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ถึงแม้ผมจะโดนตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผมก็ตั้งใจว่าจะทำในสิ่งที่ผมพอจะทำได้ คือการทำงานการเมืองท้องถิ่นของคณะก้าวหน้า, การรณรงค์ประเด็นสาธารณะที่สำคัญ และการทำงานความคิดประชาธิปไตยกับคนทุกกลุ่ม เพื่อสร้างสังคมที่ผมและเพื่อนหวังจะเห็น
“แต่การกระทำที่น่ารังเกียจของคนกลุ่มนี้ และการร่วมสนับสนุนโดยไอโอของรัฐบาล กองทัพและบางพรรคการเมือง ที่รังแต่จะสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน ไม่ได้ทำร้ายผมคนเดียว ไม่ใช่ผมคนเดียวที่โดนทำลายจากคนกลุ่มนี้ ยังมีนักประชาธิปไตยและนักสิทธิมนุษยชนอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกคนกลุ่มนี้ทำลายชื่อเสียง”
ดังนั้นผมจึงขอใช้สิทธิดำเนินการฟ้องคดีตามกฎหมายต่อคนกลุ่มนี้ และต่อองค์กรรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องไม่ให้รัฐนำข้อมูลส่วนบุคคลที่ตนเองถืออยู่ในมือมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน รวมถึงทำลายผู้ที่เห็นต่างกับรัฐอีกต่อไป
ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มอบให้ผมจากมิตรสหายและผู้สนับสนุนในสองสามวันมานี้ สิ่งต่าง ๆ นี้ ทำให้พวกเรามีพลังในการทำงานต่อไป ขอให้ทุกท่านที่อ่านข้อความนี้ ช่วยกดแบ่งปันให้ข้อความของผมเข้าถึงคนหมู่มากได้ เพื่อให้พวกเขารับข้อมูลทั้งสองด้าน และที่สำคัญกว่านั้น คือเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของการที่รัฐใช้ข้อมูลส่วนตัวของพวกเรามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองรับใช้ผู้มีอำนาจ
(คลิกอ่านโพสต์ต้นฉบับ)