รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย "วิษณุ เครืองาม" เผยปฏิทินการเมืองตั้งแต่ ม.ค.ถึงกลางปี 65 รัฐบาลเจอทั้งกฎหมายลูกห้ามถูกคว่ำ และเจอศึกซักฟอก

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำงานระหว่างการทำงานของรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎรในปี 2565 ว่า สมัยประชุมนี้จะจบในวันที่ 28 ก.พ.65 กฎหมายที่จะต้องเข้า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ.2555 หรือวาด้า และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. รวมทั้งกฎหมายอีกหลายฉบับที่เสนอต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ ดังนั้น สมัยประชุมนี้จึงไม่มีอะไรตื่นเต้นโลดโผน แม้จะมีอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติก็ตาม

 

ส่วนสมัยประชุมหน้า เปิดในเดือนพ.ค.65 นั้น มีกฎหมายงบประมาณปี 2566 และมีกฎหมายที่ไม่ใช่กฎหมายปฏิรูปที่เสนอเข้าสภาเดียว ซึ่งถือเป็นอีกเรื่องที่ต้องว่ากัน รวมทั้งมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ก็จะเข้าสมัยประชุมหน้า

สมัยประชุมหน้ารัฐบาลเจอศึกซักฟอก-กดดันยุบสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตั้งแต่เดือนพ.ค.65 เป็นต้นไป เป็นช่วงตื่นเต้นของรัฐบาลใช่หรือไม่ รองนายกฯ วิษณุ บอกว่า ตนไม่ได้พูดว่าเดือนพฤษภาคม แต่หมายถึงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนกันยายนเป็นเวลา 120 วัน เป็นสมัยประชุมที่สามารถมีกิจกรรมทางการเมืองหลายอย่างเกิดขึ้น

 

เมื่อถามว่า หากกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านการพิจารณาในช่วงสมัยประชุมเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จะทำให้เกิดกระแสเรียกร้องยุบสภาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า กระแสเรียกร้องมีแน่และมีทุกวัน ซึ่งวันนี้ก็มีอยู่แล้ว แต่จะสามารถตอบสนองต่อกระแสดังกล่าวได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะบางที่อยากสนองก็สนองไม่ได้ เพราะกฎหมายลูกแม้มีผลบังคับใช้แล้วก็ยังมีรายละเอียดว่าจะต้องทำอะไรต่อไปภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่วนจำนวนวันที่ระบุไว้จะทำให้เห็นว่าหากยุบสภาไปก่อนก็คงยากลำบาก เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้งก็ต้องแบ่งใหม่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าต้องแบ่งภายใน 90 วัน ใช่หรือไม่ ดังนั้น จะเกิดอะไรก่อน 90 วันนั้นคงไม่ได้

 

นอกจากนีั ยังไม่พูดถึงเรื่องการประชุมเอเปค และจี 20 ที่อินโดนีเซีย เป็นเจ้าภาพ แต่พูดถึงระยะเวลาตามปกติ ดังนั้น ต้องรอผลของกฎหมายลูก

นายกฯมีงานประชุมสำคัญเอเปค และจี 20

 

รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวตอบข้อถามเรื่องการประชุมเอเปค แปลว่ารัฐบาลต้องมีอำนาจเต็มเพื่ออยู่ทำหน้าที่นี้ใช่หรือไม่  ว่า โดยหลักแล้วความคาดหมายของนานาประเทศ เขาก็อยากประชุมและเจรจาตกลงกับรัฐบาลที่อำนาจเต็มในวันเจรจา แต่หลังเจรจาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะหากช่วงเวลาเจรจารัฐบาลไม่มีอำนาจเต็มก็ไม่รู้จะคุยอะไรกัน

 

ถามว่า แสดงว่านายกรัฐมนตรี ควรมีอำนาจเต็มอยู่ถึงการเป็นประธานเอเปคภายในปลายปี 2565 ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า สื่อมวลชนพูดเอง และใครๆ ก็รู้ว่าควรเป็นอย่างไร

 

กฎหมายลูกไม่ผ่านสภาการเลือกตั้งมีปัญหา

 

ส่วนที่หากกฎหมายลูกยังไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา นายกรัฐมนตรี จะยุบสภาได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ยุบได้ แต่ยุบแล้วเกิดปัญหา กติกาต่างๆ ยังไม่มีอะไรชัดเจน รัฐธรรมนูญเป็นเพียงแม่บทวางเอาไว้ ซึ่งเดิมกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นคนวางรายละเอียด แต่ได้มีการตัดออกไปก่อน จึงยังไม่มีใครกำหนดได้ ดังนั้น ต้องรอกฎหมายลูกเท่านั้น

 

ถามว่าหากเกิดอุบัติเหตุยุบสภา รัฐบาลจะสามารถออก พ.ร.ก.มาแก้ปัญหาได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นความเสี่ยงมาก เพราะการออก พ.ร.ก.รัฐบาลกำหนดฝ่ายเดียว สภาจะยอมหรือไม่ที่จะให้รัฐบาลวางกติกาสำหรับเขาในการไปเลือกตั้งฝ่ายเดียว โดยที่เขาไม่มีสิทธิร่วมพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และหากไม่เห็นด้วยขึ้นมาแต่เลือกตั้งผ่านไปแล้วจะให้ทำอย่างไร หรือหาก พ.ร.ก.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วการเลือกตั้งที่ผ่านไปแล้วและ กกต. ได้แจ้งมาว่าใช้เงินประมาณ 5,600 ล้าน จากเดิม 3,000 ล้าน แต่ขณะนี้ตัวเลขขึ้นมาแล้วก็จะเป็นปัญหา