ป.ป.ช.ขอตรวจสอบข้อเท็จจริง "สืบพงษ์-ภรรยา"รับโอนโฉนดที่ดิน 2 แปลงจาก "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" มีเจตนาฟอกเงินหรือไม่ ส่วนการคืนโฉนดให้ ก.คลัง ยินยอมโดยสมัครใจ หรือไม่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัด

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ตามที่เครือข่ายพิทักษ์คุณธรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกแถลงการณ์ หลังยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และอุปนายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา ขอให้ตรวจสอบ ผศ.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรณีนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงการคลัง โอนให้ผศ.สืบพงษ์ และน.ส.สุทธาวรรณ ทรัพย์ล้อม เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.54 ต่อมา วันที่ 27 ก.พ.63 นายสืบพงษ์ และน.ส.สุทธาวรรณ ได้โอนต่อให้ กระทรวงการคลัง จึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายป.ป.ช. รวมถึง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หรือไม่

นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช.

นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช.เปิดเผยว่า ยังไม่เห็นเรื่องของเครือข่ายพิทักษ์คุณธรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอตรวจสอบก่อน 

 

ต่อข้อถามว่า นายสืบพงษ์ และน.ส.สุทธาวรรณ ได้โอนที่ดินให้ กระทรวงการคลัง แล้วถือว่า มีความผิดตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ นายนิวัติไชย บอกว่า ต้องดูข้อเท็จจริงว่า การคืนเป็นการยินยอมโดยสมัครใจ หรือยินยอมโอนให้เพราะถูกบังคับจากอะไร ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังไม่ชัด

เครือข่ายพิทักษ์คุณธรรมฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า ผศ.สืบพงษ์ อธิการบดีม.รามคำแหงเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ เนื่องจากได้รับโอนที่ดิน 2 แปลง จากนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม บุคคลที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ และศาลพิพากษาให้ทรัพย์สิน จำนวน 64 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน  ดังนั้น บุคคลผู้รับโอนทรัพย์สินอาจเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุน ทุจริตต่อหน้าที่ ด้วยการซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาทรัพย์สิน เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าก่อน ขณะ หรือหลังกระทำความผิด มิต้องให้รับโทษหรือรับโทษน้อยลง

ป.ป.ช.ขอตรวจสอบข้อเท็จจริง "สืบพงษ์-ภรรยา"รับโอนโฉนด"สุพจน์ ทรัพย์ล้อม"

สำหรับ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดคมนาคม เคยตกเป็นผู้ต้องหาร่ำรวยผิดปกติดเมื่อปี 2555 จากการชี้มูลตามมติ ป.ป.ช.โดยนายสุพจน์ ก่อนถูกชี้มูลความผิด เคยตกเป็นประเด็นกรณีคนร้ายบุกปล้นเอาเงินสินสอดลูกสาวภายในบ้านพัก 5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 12 พ.ย.54 ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ พร้อมรับสารภาพจะมาปล้นเงิน 500 ล้านบาท แต่ขนไปได้เพียง 200 ล้านบาท

 

จากประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุให้นายสุพจน์ ถูกยื่นตรวจสอบทรัพย์สินเวลาต่อมาโดยป.ป.ช.พบว่ามีการปกปิดข้อมูล 2 รายการ คือ เงินสด 17 ล้านบาท และรถตู้โฟล์คสวาเกน 1 คัน มูลค่า 3 ล้านบาท ก่อน ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.55 พร้อมส่งเรื่องให้กับอัยการเพื่อดำเนินการสั่งฟ้อง

 

ศาลชั้นต้นพิพากษายึดทรัพย์ นายสุพจน์ 46 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน 64 ล้านบาท ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 61 ให้จำคุกนายสุพจน์ เป็นเวลา 10 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 พ.ค.62 นายสุพจน์ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และถูกปล่อยตัวออกมา ก่อนจะมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้แต่งตั้งให้ นายสุพจน์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ ก่อนถูกกระแสคัดค้าน และขอลาออก เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 63