ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 2 ให้ "สิระ เจนจาคะ" พ้น ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นกรณีเดียวกันกับที่ศาลรธน.วินิจฉัยคุณสมบัติ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" และกกต.ให้ดำเนินคดีอาญา ซึ่งมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่น-2 แสนบาท เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ตามที่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย (22 ธ.ค.64) ด้วยคะแนน 7 ต่อ 2 ให้นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ พ้นสมาชิกภาพ ส.ส. ตามคำร้องของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากนายสิระ มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) เพราะเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลแขวงปทุมวัน 

 

จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นี้เอง นายสิระ จึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. 

 

กระบวนการต่อจากนี้ นายสิระ นอกจากจะพ้นจากส.ส.ไปโดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง จะต้องไปดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 ฐานผู้สมัครรับเลือกตั้ง รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังลงสมัคร ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

“สิระ”ลุ้นกกต.ฟันดาบสอง ซ้ำรอย"ธนาธร"

ก่อนหน้านี้ กกต.เคยพิจารณาเรื่องเช่นเดียวกันนี้ ตามมติศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 14/2562 วันที่ 20 พ.ย.62 วินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของส.ส. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจาก นายธนาธร เป็นผู้ถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่ในวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 6 ก.พ.62 ต่อกกต.

 

วันที่ 10 มี.ค.63 กกต.พิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและพฤติการณ์ในสำนวนการไต่สวน ประกอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เห็นว่า นายธนาธร เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่ในวันที่ 6 ก.พ.62 โดยเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นส.ส. แบบบัญชีรายชื่อต่อกกต. อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.

 

โดย นายธนาธร รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 151 จึงมีมติให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป

มติกกต.ดำเนินคดีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

เส้นทางของ นายสิระ ซึ่งถูกศาลแขวงปทุมวันพิพากษาเมื่อปี 2538 จำคุกจริง จำนวน 4 เดือน และผู้เสียหายไม่เคยยอมความ หรือถอนคำร้องทุกข์คดีอันเป็นเหตุให้ศาลแขวงปทุมวันได้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความภายในระยะเวลาอุทธรณ์ เช่นนี้คำพิพากษาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลแขวงปทุมวัน

 

นายสิระ จึงเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ กระทำโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา

“สิระ”ลุ้นกกต.ฟันดาบสอง ซ้ำรอย"ธนาธร"

เมื่อนายสิระ เคยถูกคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์ โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นบุคคลมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10)

 

ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรณี นายสิระ เจนจาคะ กกต.ต้องดำเนินคดีอาญา เช่นเดียวกับนายธนาธร ที่กกต.มีมติให้ดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้