นอกจากนี้ เซ็นทรัลพัฒนามีแผนงานเคาน์ดาวน์ปีใหม่ ที่เซ็นทรัลเวิร์ล โดยปัจุจบันอยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการรองรับการจัดงานดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐ โดยยังยึดเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งการจัดการดังกล่าวนั้นจะมีมาตรการคัดกรองผู้เข้าร่วมงานที่เหมาะสม เพื่อให้มีความปลอดภัย รวมถึงมีการจัดงานควบคู่ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย ทำให้คนที่จะเข้ามาร่วมงานเคาน์ดาวน์ที่เซ็นทรัลเวิร์ลมีจำนวนไม่มากนัก และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ร่วมงานอีกทางหนึ่งด้วย
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาโครงการ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา ชาติ จิราธิวัฒน์ ระบุ เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมทุนกับ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท (ไทยแลนด์) เตรียมเปิดให้บริการเซ็นทรัล วิลเลจ เฟสสอง 28 ม.ค. 2565 รวมมูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ซึ่งการจับมือกับพาร์ทเนอร์ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ เนื่องจากเซ็นทรัลพัฒนามีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการที่เป็น Destination Landmark มาแล้วทั่วประเทศ เจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงซึ่งเป็นฐานลูกค้าของศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่ตอนนี้มี 36 สาขาในประเทศไทยและต่างประเทศ ผ่านช่องทาง Intensive Omnichannel ในขณะที่มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป มีประสบการณ์ในการพัฒนาเอาท์เล็ตชื่อดังของเอเชีย ทำให้เซ็นทรัล วิลเลจ เป็นลักชูรี่เอาท์เล็ต ที่มีศักยภาพและมาตรฐานไม่แพ้เอาท์เล็ตแห่งอื่นๆ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามที่วางไว้ คาดว่าจะมีผู้เข้ามาใช้บริการในเอ้าเล็ทเพิ่มเป็นเฉลี่ยราว 14,000-15,000 คนต่อวัน จากปัจจุบันที่ 10,000 คนต่อวัน
ขณะที่ปัจจุบันตัวเลขสัดส่วนของผู้ที่เข้ามาใช้บริการในเอาท์เล็ท เซ็นทรัล วิลเลจ แห่งแรก แบ่งเป็น คนไทย 90%, ชาวต่างชาติ 10% ซึ่งถือว่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้าสถานการณ์โควิดที่ตัวเลขคนไทยอยู่ราว 80%, ชาวต่างประเทศ 20%